วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"กรณ์ VS แม่ยก พธม." ฟัดกันนัวเนีย



นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เขียนบันทึกลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 26 พ.ย. กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ คือ มาตรา 93-98 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง และมาตรา 190 ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าเป็นการแก้ไขปมปัญหาทางการเมือง ผ่านกรอบการทำงานของสภา และเห็นว่าประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ


พบว่า จนถึงวันนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยถึงเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ระบบเลือกตั้งที่มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคร่วมรัฐบาลจากการเลือกตั้งเขตเล็ก ส่วนมาตรา 190 ก็หวั่นเกรงว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะกรณี MOU43 ที่หวั่นเกรงว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน นอกจากนี้ยังเห็นว่าก่อนจะมีการแก้รัฐธรรมนูญควรที่จะมีการลงประชามติอีกด้วย

สำหรับเสียงสะท้อนต่อบันทึกของนายกรณ์ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กที่น่าสนใจ ได้แก่ ความคิดเห็นจากคุณ Choo Kitta ระบุว่า เห็นด้วยในบางส่วน แต่ก็ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มาจากความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการเมือง และไม่เชื่อว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน 100% เพราะนี่คือการเมืองของไทย แต่ตนยังหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาการเมืองของไทย สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ได้เห็นในวันนี้ แต่หวังว่าจะได้เห็นก่อนที่คนรุ่นเราจะตายจากไป อย่างน้อย เราก็ได้ภูมิใจว่าเราได้มอบสิ่งดีๆ ไว้ให้กับลูกหลานของเรา

ความคิดเห็นจากคุณ Jack Seagull ระบุว่า แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าคณะรัฐบาลและฝ่ายค้านมีธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศมากกว่า ต่อให้รัฐธรรมนูญดีเท่าใด ถ้าผู้บริหารประเทศทุกฝ่ายทุกสี ไม่มีคุณธรรมประจำใจก็ไรประโยชน์ แต่ตนขอยกย่องในการบริหารงานทางการคลังของนายกรณ์ ที่มีแนวคิดใหม่ๆ หากแปลงสินทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นทุนได้ จะทำให้ระบบการคลังการธนาคารทัดเทียมนานาประเทศ และหากเป็นไปได้ช่วยหาวิธีการพิจารณาการประเมินราคาในประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกันด้วย

ความคิดเห็นจากคุณ Rossukhon Kullathum ระบุว่า นักการเมืองได้ทั้งหมดและแถมด้วยการยกแผ่นดินให้ต่างชาติ ไม่เห็นชีวิตเลือดเนื้อของคนที่ออกมาต่อสู้ ประเทศไทยคงเป็นได้แค่นี้เพราะมีคนอย่างพวกท่าน ประเทศไทยยังเหลืออะไรอีก การคว่ำร่างของหมอเหวงที่ต้องการเปลี่ยนเรื่องสถาบันกษัตริย์ นายกฯ ยังทวงบุญคุณกับพันธมิตรฯ อยากถามว่าไม่ใช่หน้าที่ของพวกท่านหรือ

ความคิดเห็นจากคุณ Decha BubbaGump ระบุว่า ภาพการประชุมที่ถ่ายทอดสดนั้น เหมือนกับการดูเด็กทะเลาะกัน ไม่มีวินัย โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้าม เอะอะโวยวายในที่ประชุม ไม่เป็นภาพของการประชุมของท่านผู้ทรงเกียรติ ตนเห็นว่าการประชุมกรรมการนักเรียนในโรงเรียนของเด็กๆ ยังดูดีกว่า อีกทั้ง ข้อมูลที่อีกฝ่ายเสนอนั้นก็เป็นของเก่า ไม่มีอะไรใหม่ แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นายกรณ์

ตัวกฎหมายนั้นเป็นเพียงตัวหนังสือ มันจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่า จะทำให้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นได้มากเท่าไหร่ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มาจากการบิดพลิ้วของผู้ใช้กฎหมาย ขาดจิตสำนึกในเรื่องระเบียบวินัย ถึงจะแก้ รธน. อย่างไร ก็ไร้ความหมาย หากไม่ได้ปลูกจิตสำนึกเรื่องเคารพกฎระเบียบ

ความคิดเห็นจากคุณ Daisy Ducky ระบุว่า ยังไม่เห็นว่ามันจำเป็นเพียงใดจึงแก้รัฐธรรมนูญฯ แก้ตัวมากกว่า ไม่สนว่าพรรคไหนจะเสียเปรียบ ขอให้ประชาชนที่ให้สิทธิ์ไป ได้รับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขจริงๆ ไม่ใช่ได้รับบนผลประโยชน์ของพรรคการเมืองก็พอ อันที่จริงรัฐธรรมนูญไม่ผิดซักข้อ แต่ที่ผิดเพราะคนไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ นั่นแหละจึงเกิดปัญหา แล้วก็หาทางแก้ทุกที

ความคิดเห็นจากคุณ Itti Nan ระบุว่า ประเด็นคือ นักการเมืองคิดเองแล้วเออกันเอง การกระทำเช่นนี้ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านประชามติมาแล้ว และนับได้ว่าเป็นการดูถูกไม่ให้ความสำคัญกับความเห็นของประชาชน มันจะเสียหายอะไรหากทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และพัฒนาประชาธิปไตยไปพร้อมๆกัน ประชามติก็จะเป็นตัวทำให้รัฐธรรมนูญนี้มั่นคงยิ่งขึ้นไม่มีใครกล้ามาฉีกง่ายๆ และจริงๆ แล้วการทำประชามติก็ทำให้รัฐมีโอกาสหาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชนไปด้วยเช่นกัน ถ้าจะอ้างว่าประชามติออกมาแล้วรัฐสภาอาจจะไม่รับประชามตินั้นอย่างที่นายกฯ อ้าง ทำไมไม่แก้กฏหมายตรงนั้นให้มันตรงจุด และตามกลไกในประชาธิปไตย ประชาชนที่ฉลาดพอก็จะไม่เลือก ส.ส. ส.ว.ที่ค้านมติประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ตนถือว่าในตอนนี้ นักการเมืองกำลังดูถูกประชาชนอย่างแรง เรื่องสำคัญอันเป็นหลักในการปกครองประเทศขนาดนี้ พวกคุณไม่สนใจที่จะถามมติของประชาชนกันเลย ทั้งๆ ที่แม่แบบก็วางไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อนักการเมืองเอาแต่ความคิดของตนเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพวกพ้อง พฤติกรรมแบบนี้นี่แหละที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยมีการพัฒนาเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง เมื่อนักการเมืองไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิและความเห็นของประชาชน ประชาชนก็จะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไร้สาระ ไกลตัว ไม่อยากทำความเข้าใจ ไม่อยากเข้ามายุ่ง และทำตัวเฉยชาต่อการเมือง ผลสะท้อนก็คือ สังคมไทยได้แต่พายเรือกันอยู่ในอ่าง ไม่ออกทะเลเสียที

ความคิดเห็นจากคุณ กรกฎ รักพระเจ้าอยู่หัว ระบุว่า มาตรา 190 ร่างออกมาแบบนั้นแล้ว คิดว่า จะให้ประชาชนตีความเอง ทำความเข้าใจเองหรือเปล่า กฏหมาย 11 ฉบับบเดิมที่ออกในยุค ปชป.เป็นรัฐบาลหลังต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 มีประโยชน์อะไรกับคนไทยบ้าง จะให้คิดไหมว่า กำลังจะเอามาตรา 190 มาเชื่อกับกฏหมาย 11 ฉบับบนี้ เพื่อมาเอื้อการขายทรัพย์สมบัติของชาติได้สะดวกมากขึ้น

ความคิดเห็นจากคุณ Pornvilai Wah Buckter ระบุว่า มาตรา 190 ซึ่งเป็นการทำสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ ท่านว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ทุกวันนี้ท่านทราบหรือไม่ว่า เขมรรุกล้ำเหนืออธิปไตยไทย ไม่เพียงแต่บริเวณรอบเขาพระวิหารเท่านั้น เขมรยังได้ทำกระเช้าเข้าถึง ปราสาทตาควาย ซึ่งห่างจากเขตสันปันน้ำในดินแดนไทย 200 เมตร เพื่อส่งเสบียงให้ทหารเขมร ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยยินยอม และสมยอมให้เกิดขึ้นโดยไม่ทำการต่อต้าน เพื่อผลักดันผู้บุกรุกให้ออกไป

รัฐบาลได้แต่พูดว่าได้ทำหนังสือส่งไปแล้ว กี่ครั้งแล้ว และผลมันเป็นอย่างไร เขมรมันรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ ใช่ไหม ทุกวันนี้ คนไทยไม่สามารถขึ้นไปบริเวณเขาพระวิหาร เพราะอะไร ทำไมถึงต้องขออนุญาตเขมร ทั้งๆ ที่อยู่ในเเผ่นดินไทย สมัยก่อนที่ท่านเกิด เราสามารถขึ้นไปโดยเสรี แต่ปัจจุบันมีแต่ชนชาวเขมร พระเขมร ทหารเขมรอยู่ ทำไมรัฐบาลนิ่งเฉย จะทำให้เราประชาชนคิดว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่การยินยอม สมยอมยกดินแดนไทยให้เขมร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น บุคคลอื่นเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณเนื้อที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน ท่านจะนั่งดูเฉยๆ หรือฟ้องให้ตำรวจทำการขับไล่ให้ออกไปช่วยตอบให้หายข้องใจที ทุกวันนี้จะมีคนไทยสักกี่คนรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นหลัง ไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่ฟังคำเตือนของท่านอาจารย์สมปอง สุจริตกุล ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในประวัติศาสตร์เขาพระวิหารจริงๆ และรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี

ความคิดเห็นจากคุณ Wut Krab ระบุว่า สิ่งที่นายกรณ์เปรียบขี้นมาก็ไม่เห้นมีคำว่าประชาชนสักนิด มีแต่ประชาธิปัตย์ แล้วประชาชนได้อะไร สิ่งที่ควรเปลี่ยนหรือเพิ่มขึ้นคือ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองเอง ผลพวงที่พวกคุณต้องการ ทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่วงโคจรเดิม ทำไม่ไม่เอา ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตใหญ่มาเปรียบเทียบบ้างล่ะว่าประโยชน์ได้มากกว่าหรือไม่ ความจริงมาตรา 190 มาจากผลพวก ความเสียหายจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ขายสมบัติชาติตอน 2540 ไฟแนนช์สมัยนายชวนเป็นนายกจากประชาธิปัตย์ คณะกรรมร่าง รธน 2550 จึงใส่เข้าเป็นหนี่งมาตราที่ป้องกันสิทธิของคนไทยทั้งหมด แต่นี่คนเสนอกลับเป็นนายอภิสิทธิ์จากพรรคประชาธิปัตย์เสียเอง ตั้งใจจะขายชาติรอบสองอีกหรือไร สุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไร นอกจากประชาธิปัตย์ได้อะไร

ความคิดเห็นจากคุณ Panin Lotto Sarapanich ระบุว่า ตนว่าไม่เคลียร์ มีเหตุผลอะไรจะต้องพิจารณาในตอนนี้ เพราะพรรคร่วมขอมาหรือเปล่า เพราะอยากแก้ มาตรา 190 หรือเปล่า ถึงจะบอกว่าบริสุทธิ์ใจ แต่จังหวะและเวลา ต้องขอบอกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจด้านการเมืองจริงๆ ตนยังข้องใจกับการทำประชามติ แม้จะบอกว่า ปชป. เองต้องการทำ แต่เพื่อไทยไม่เห็นด้วย เลยต้องลงตรงกลาง มันก็คือการประสานประโยชน์อย่างหนึ่งเท่านั้น ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงไม่ตัดสินใจอยู่บนหลักการ อยู่บนจุดยืน ถ้าทำประชามติแล้ว ผลออกมาไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องยอมรับ ถ้าบอกว่าประชามติต้องใช้เวลา ก็ต้องย้อนถามว่า ท่านบริหารประเทศมาจะครบปี ที่ผ่านมาทำไมไม่ทำ ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นจากคุณ Phanprasit Boonnao ระบุว่า ยิ่งอ่านยิ่งไม่เข้าใจ ตั้งใจอ่านจนจบ เพราะนายกรณ์ออกตัวไว้ว่าโพสต์นี้จะยาว จึงคิดว่าน่าจะมีคำอธิบายที่ดีในเรื่องการแก้ไขทั้งสองมาตรา แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่ออ่านแล้ว ไม่เห็นมีตรงไหนที่อธิบายว่า ประชาชนได้อะไร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาแบบนี้มีความจำเป็นมากขนาดไหนต่อการแก้ไขปัญหาของชาติ มากกว่าที่จะเป็นการเดินหมากกลทางการเมือง รีบเร่งแก้ไข ถึงขนาดที่ตั้งใจละเลยกระบวนการสอบถามความเห็นจากประชาชนที่เป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่เวลาที่ผ่านมา ก็มีเหลือเฟือที่จะจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็น แต่รัฐก็ไม่ได้ทำ

ถึงเวลานี้ ก็เร่งรีบยื่นเรื่องขอแก้ไขกันเองในวงนักการเมือง ราวกับว่าประชาชนต้องทนกลืนทุกๆ อย่างที่พวกท่านยัดเยียดให้กิน เร่งจะเอาให้ได้ แม้กระทั่งการลงมติงดใช้ข้อบังคับของสภา เพื่อเข็นให้ร่างแก้ไขผ่านไปได้ น่าอายมาก ถึงตนจะไม่ชอบพรรคฝ่ายค้านมากๆ แต่ทำแบบนี้ ตนว่าน่าอาย พวกคุณควรจะละอายสิ่งที่ได้ทำในสภาในวันนี้ให้มากๆ อีกอย่าง ไม่มีส่วนไหนของบทความในอธิบายข้อดีของการแก้มาตรา 190 แม้แต่นิดเดียว ว่าประชาชนได้อะไรจากการแก้ไขมาตรานี้ ถ้าจะให้ดี ขอโพสต์ที่ชี้แจงแบบเนื้อๆ ดีกว่า น้ำไม่ต้อง ประชาชนรับรู้ที่มาที่ไปหมดแล้ว อย่าเกริ่นให้เปลืองเวลา

ความคิดเห็นจากคุณ Bongkotrat Lert ระบุว่า ข้อแรก มาตรา 190 ทำไมต้องแก้ในเมื่อมีอยู่ก็เป็นประโยชน์ เช่น ตอนที่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้น ไปแอบตกลงกับใครๆ โดยที่สภาไม่รับรู้ ก็ทำให้เป็นเรื่องผิดกฏหมายไป จะแก้ให้สามารถไปมุบมิบกันได้โดยถูกกฎหมายหรือ เคยได้ยินไหมที่ว่ามักง่ายได้ยาก มักยากได้ดี ขออย่าให้มักง่ายกันนัก โดยเฉพาะนักการเมืองสมัยนี้ที่มีคุณธรรมกันน้อยนัก

ข้อสอง ก็รู้กันอยู่ว่า เขตใหญ่ซื้อเสียงได้ยากกว่า แบ่งเป็นเขตเล็ก ทำไม ปชป.ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เกี่ยวกับว่าแบ่งเขตเล็ก แล้ว ปชป.เสียเปรียบหรือไม่ เกี่ยวแต่ว่า ปชช.จะเสียเปรียบ นักการเมืองชั่วเท่านั้น ครั้งนี้นายกรณ์ชี้แจงได้ไม่ประทับใจที่สุด ก่อนหน้านี้ ฝ่ายที่จ้องโจมตี มักจะกล่าวอ้างว่า ปชป.ล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้แต่โวหารอันสวยหรู ดูดี เกินจริง เราไม่ค่อยเชื่อ เพราะเชื่อมั่นในความตั้งใจของนายกฯ พวกเขาน่าจะพูดมาจากใจ แต่จากบทความของนายกรณ์ครั้งนี้ ทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว

ความคิดเห็นจาก คุณนพดล สุจริตสัญชัย รักในหลวง ระบุว่า ดูเหมือนประชาชนจะไม่ได้อะไร นอกจากรายการผู้ใหญ่ทะเลาะกันให้เด็กดู มีหักหลังกันด้วย มีจะปารองเท้าใส่กันด้วย สงสารประเทศไทย

ความคิดเห็นจากคุณ Nattinee Pinniem ระบุว่า อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงประเทศชาติเป็นสำคัญ บางทีการผูกติดกับอำนาจมากเกินไป แต่ทำให้ระบบบริหารประเทศชาติถอยหลังเข้าคลอง แล้วมาแก้ตัวหาเหตุผลก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนนายกมาตลอด เชื่อมั่นมาตลอด แต่คราวนี้รู้สึกคลางแคลงใจมาก ว่าทำเพื่อใคร เพื่อเอาใจพรรคร่วมหรือทำเพื่อส่วนรวมกันแน่

ความคิดเห็นจากคุณ Sorawit Kangka ระบุว่า ภาพมันติดตา มันลบลำบาก จำได้ไหมตอนปรับ ครม.ที่นายกฯ เตะพรรคการเมืองหนึ่งออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมิได้โหวตให้แก่ รมต.ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล การที่ ส.ส.แสดงความเห็นต่อที่ประชุมในสภา แม้ว่าจะสวนกระแสพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการ การที่นักการเมืองมีอิสระที่จะโหวตตามหลักประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้หรือ สุดท้ายพรรคการเมืองนั้นก็โดนขับออกจาการร่วมรัฐบาล แล้วอย่างนี้ยังจะให้เชื่อหรือว่าทำเพื่อประชาชนหรือทำเพื่อพรรคร่วมกันแน่

ความคิดเห็นจาก คุณลูกเสือหมายเลข 9 ระบุว่า ตนก็อยากถาม เพราะเห็นทุกคนให้ความสำคัญกันจัง แต่บ้านตนที่หาดใหญ่ น้ำลดและต้องเสียค่าซ่อมบ้านแล้วหลายหมื่น เงินแค่ 5 พันจากรัฐบาลยังไม่ได้เลย รัฐบาลไม่ได้สนใจประชาชนอย่างที่โฆษณา ไหนว่าประชาชนมาก่อน ที่แท้ แก้รัฐธรรมนูญมาก่อนประชาชน

ความคิดเห็นจากคุณ Gak Krishnamra ระบุว่า มาตรา 190 นายกอธิบายไม่ชัดเจน ในบทแก้ไข วรรคสอง เรื่องเขตแดน ตกลงให้ประชาชนตรวจสอบหรือไม่ และในแบบสอบถามของสำนักงานสถิติแห่งชาติ อธิบายแค่ว่าเป็นการเพิ่มเติม จัดประเภทเอกสารสัญญา แบบนี้ถือว่าเจตนาทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ อธิบายให้ประชาชนเข้าใจเต็มๆ จะเป็นประโยชน์กว่า ผิดหวังประชาธิปัตย์ บอกตามตรง

ไม่มีความคิดเห็น: