วันพฤหัสบดีที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2553

จดหมายร้อนๆ "จากน้องปอง ถึง พี่ต็อบ"





กำลังเล่นขายของ กันหรือครับ!! ประเทศไทยไม่ใช่ของเล่นนะ


กำลังทำอะไรกันอยู่เหรอครับท่าน
ท่านอยากให้ผู้คนยอมรับคำตัดสิน เพราะ กฎหมายบังคับให้ยอมรับคำตัดสินของท่าน
หรือท่านอยากให้ผู้คนยอมรับคำตัดสิน เพราะ คำตัดสินนั้นมีความยุติธรรม

อำนาจแห่งความยุติธรรม เป็นอำนาจที่ถือว่าสูงสุด ประเสริฐสุดของมนุษย์แล้ว

ผู้ที่ถืออำนาจแห่งความยุติธรรม หากไม่ใช้อย่างยุติธรรม
สามารถใช้อำนาจนั้นทำผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด
ลงโทษคนถูก ปล่อยคนผิด บ้านเมืองก็จะวุ่นวาย
จึงถือว่าเป็น ผู้ที่มีความชั่วช้าอย่างยิ่ง

ตรงกันข้าม หากผู้ที่ถืออำนาจแห่งความยุติธรรม ใช้อำนาจนั้นอย่างยุติธรรม
ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีความประเสริฐอย่างยิ่ง เพราะ ทำให้เกิดความยุติธรรม
ในบ้านเมือง ผู้คนก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข ไม่วุ่นวาย

ดังนั้นอำนาจแห่งความยุติธรรม เราจึงควรมอบให้แด่ผู้ที่มีความประเสริฐ
ยิ่งอำนาจแห่งความยุติธรรมนั้นสูงมากเพียงใด ก็ยิ่งต้องมอบให้คนที่ประเสริฐมากขึ้น
ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถจะถืออำนาจแห่งความยุติธรรมได้ง่ายๆ
ต้องสะสมคุณงามความดี ความรู้ความสามารถ เป็นที่ประจักษ์

ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ที่ถืออำนาจแห่งความยุติธรรมที่สูงที่สุดของประเทศ
สามารถตัดสิน อะไร ให้ถูก ผิดได้ ซึ่งคำตัดสินถือว่าเป็นที่สิ้นสุด ทุกคนต้องปฏิบัติตาม
ชี้เป็น ชี้ตาย อนาคตของประเทศ และ ทุกคนฝากความหวังไว้

หากคำตัดสิน นั้นท่านวินิจฉัยออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ยุติธรรมจริง
แม้คำตัดสินนั้นจะออกมาแบบใดก็ตาม ก็ถือว่าท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐอย่างยิ่ง
เพราะคำตัดสินที่ออกมาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ยุติธรรม ย่อมเต็มไปด้วยความยุติธรรม

ดังนั้นก็สุดแต่ว่าท่านอยากให้อะไรเป็นสิ่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์


ที่มา>>> คุณ WEBKIT // pantip.com



"สนธิ ลิ้ม" ร่ายมนต์สับ "ระบอบอภิสิทธิ์"


คำต่อคำ จากการถอดเทปรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์ ของสนธิ ลิ้มทองกุล


"สนธิ - มันเป็นสโลแกนของพรรคประชาธิปัตย์แต่ดั่งเดิม แล้วคนก็เอามาพูดเป็นคำขวัญไปเลย เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น จริงๆ คำพูดนี้เกิดเหตุจากพรรคประชาธิปัตย์ นิสัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างนี้มาตั้งนาน ก็เลยมีคำพูดที่ว่า เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่ผู้อื่น นี่คือนิสัยและสันดานของพรรคประชาธิปัตย์

..เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐบาลนี้มันแต่เรื่องทุจริต ฉาวโฉ่ คดโกง โกง ทุจริต แถมทำงานไม่เป็นอีกต่างหาก จะให้ประชาชนเอาไปขึ้นหิ้งบูชาไว้เป็นพ่อพระ พ่อเทวดา กระนั้นหรือแม่ยก

เพราะฉะนั้นถ้าคุณกล้าวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ ทักษิณ นายกฯ สมชาย นายกฯ สมัคร ว่ามันชั่วมันเลว โกงบ้านกินเมืองอย่างไร ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ต่างจากเขา ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ใช่ไหมครับพี่น้อง"

สนธิแฉเอง "สมาชิก ปชป.สนับสนุนรัฐประหารคราวก่อน"

" ผมบอกว่า นายอภิสิทธิ์เจอของดีเข้าไปแล้ว ถ้าหากว่ามีคนไปอิงแอบพันธมิตรฯ อยากให้มีการปฏิวัติ แล้วคุณเกลียดการปฏิวัติ ผมจะบอกให้ การชุมนุมพันธมิตรฯ ภาคที่ 1 นายประพันธ์ คูณมี เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายสำราญ รอดเพชร เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายพิเชฐ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ นายสมเกียรติ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.ประชาธิปัตย์ มาเดินอยู่ใต้ถุนเวทีที่หน้าทำเนียบฯ ตลอดเวลา

...พี่น้องจำได้มั้ย เวลาเขาปฏิวัติเมื่อ 19 กันยาฯ 2549 พรรคประชาธิปัตย์ส่งใครมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ถ้าคุณรังเกียจการปฏิวัติ เสือกส่งสมาชิกพรรคมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ทำไม ส่งใคร ส่งนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ มาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วไหนบอกไม่ชอบการปฏิวัติ ส่งคนมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติฯ ทำไม แล้ววันนี้นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็ได้ไปเป็นเลขาธิการของสมาคมอาเซียน เห็นไหมครับ"


ลิ้มสับ "อยากเป็นนายกฯตัวสั่น ใครจะโกงกินไม่สน"

ความที่อยากเป็นนายกฯ ของคุณอภิสิทธิ์ ทำตามความใฝ่ฝันตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แล้วก็สนับสนุนโดยทั้งพ่อทั้งแม่ ทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกตัวเองอยู่ในตำแหน่ง หลับตาทั้งสองข้าง ว่าพรรคร่วมฯ จะโกงกินฉ้อราษฎร์บังหลวงยังไงไม่สนใจ ขอให้ลูกฉันได้อยู่ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ดูการทุจริต ระบอบทักษิณทุจริตเข้าครอบครัวตัวเอง รักษาอำนาจตัวเอง ระบอบอภิสิทธิ์ รักษาภาพลักษณ์แต่ว่าหลับตาให้พรรคพวกทุจริต เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้ เขาก็ยอม โกงไป แต่ยกมือสนับสนุนฉันนะ จะทำลายระบบการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทยให้พินาศฉิบหายไปยังไง

สนธิ - "....ระบอบอภิสิทธิ์เลวกว่านั้นอีก (เลวร้ายกว่าระบอบทักษิณ) ปล่อยให้มีคนยิงผมใจกลางเมือง แล้วยังจับตัวคนไม่ได้ แล้วก็เป็นยุคที่มีสงครามกลางเมืองมากที่สุด..."

"กรณ์ VS แม่ยก พธม." ฟัดกันนัวเนีย



นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เขียนบันทึกลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว เมื่อวันที่ 26 พ.ย. กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ คือ มาตรา 93-98 ว่าด้วยระบบเลือกตั้ง และมาตรา 190 ว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ โดยเห็นว่าเป็นการแก้ไขปมปัญหาทางการเมือง ผ่านกรอบการทำงานของสภา และเห็นว่าประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ


พบว่า จนถึงวันนี้ มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่เคลือบแคลงสงสัยถึงเจตนาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ระบบเลือกตั้งที่มองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคร่วมรัฐบาลจากการเลือกตั้งเขตเล็ก ส่วนมาตรา 190 ก็หวั่นเกรงว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ โดยเฉพาะกรณี MOU43 ที่หวั่นเกรงว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน นอกจากนี้ยังเห็นว่าก่อนจะมีการแก้รัฐธรรมนูญควรที่จะมีการลงประชามติอีกด้วย

สำหรับเสียงสะท้อนต่อบันทึกของนายกรณ์ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กที่น่าสนใจ ได้แก่ ความคิดเห็นจากคุณ Choo Kitta ระบุว่า เห็นด้วยในบางส่วน แต่ก็ไม่เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มาจากความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการเมือง และไม่เชื่อว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน 100% เพราะนี่คือการเมืองของไทย แต่ตนยังหวังว่าจะได้เห็นการพัฒนาการเมืองของไทย สิ่งที่เราต้องการอาจไม่ได้เห็นในวันนี้ แต่หวังว่าจะได้เห็นก่อนที่คนรุ่นเราจะตายจากไป อย่างน้อย เราก็ได้ภูมิใจว่าเราได้มอบสิ่งดีๆ ไว้ให้กับลูกหลานของเรา

ความคิดเห็นจากคุณ Jack Seagull ระบุว่า แก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าคณะรัฐบาลและฝ่ายค้านมีธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศมากกว่า ต่อให้รัฐธรรมนูญดีเท่าใด ถ้าผู้บริหารประเทศทุกฝ่ายทุกสี ไม่มีคุณธรรมประจำใจก็ไรประโยชน์ แต่ตนขอยกย่องในการบริหารงานทางการคลังของนายกรณ์ ที่มีแนวคิดใหม่ๆ หากแปลงสินทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นทุนได้ จะทำให้ระบบการคลังการธนาคารทัดเทียมนานาประเทศ และหากเป็นไปได้ช่วยหาวิธีการพิจารณาการประเมินราคาในประเทศให้มีมาตรฐานเดียวกันด้วย

ความคิดเห็นจากคุณ Rossukhon Kullathum ระบุว่า นักการเมืองได้ทั้งหมดและแถมด้วยการยกแผ่นดินให้ต่างชาติ ไม่เห็นชีวิตเลือดเนื้อของคนที่ออกมาต่อสู้ ประเทศไทยคงเป็นได้แค่นี้เพราะมีคนอย่างพวกท่าน ประเทศไทยยังเหลืออะไรอีก การคว่ำร่างของหมอเหวงที่ต้องการเปลี่ยนเรื่องสถาบันกษัตริย์ นายกฯ ยังทวงบุญคุณกับพันธมิตรฯ อยากถามว่าไม่ใช่หน้าที่ของพวกท่านหรือ

ความคิดเห็นจากคุณ Decha BubbaGump ระบุว่า ภาพการประชุมที่ถ่ายทอดสดนั้น เหมือนกับการดูเด็กทะเลาะกัน ไม่มีวินัย โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้าม เอะอะโวยวายในที่ประชุม ไม่เป็นภาพของการประชุมของท่านผู้ทรงเกียรติ ตนเห็นว่าการประชุมกรรมการนักเรียนในโรงเรียนของเด็กๆ ยังดูดีกว่า อีกทั้ง ข้อมูลที่อีกฝ่ายเสนอนั้นก็เป็นของเก่า ไม่มีอะไรใหม่ แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นายกรณ์

ตัวกฎหมายนั้นเป็นเพียงตัวหนังสือ มันจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ว่า จะทำให้มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นได้มากเท่าไหร่ ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็มาจากการบิดพลิ้วของผู้ใช้กฎหมาย ขาดจิตสำนึกในเรื่องระเบียบวินัย ถึงจะแก้ รธน. อย่างไร ก็ไร้ความหมาย หากไม่ได้ปลูกจิตสำนึกเรื่องเคารพกฎระเบียบ

ความคิดเห็นจากคุณ Daisy Ducky ระบุว่า ยังไม่เห็นว่ามันจำเป็นเพียงใดจึงแก้รัฐธรรมนูญฯ แก้ตัวมากกว่า ไม่สนว่าพรรคไหนจะเสียเปรียบ ขอให้ประชาชนที่ให้สิทธิ์ไป ได้รับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขจริงๆ ไม่ใช่ได้รับบนผลประโยชน์ของพรรคการเมืองก็พอ อันที่จริงรัฐธรรมนูญไม่ผิดซักข้อ แต่ที่ผิดเพราะคนไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ นั่นแหละจึงเกิดปัญหา แล้วก็หาทางแก้ทุกที

ความคิดเห็นจากคุณ Itti Nan ระบุว่า ประเด็นคือ นักการเมืองคิดเองแล้วเออกันเอง การกระทำเช่นนี้ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่านประชามติมาแล้ว และนับได้ว่าเป็นการดูถูกไม่ให้ความสำคัญกับความเห็นของประชาชน มันจะเสียหายอะไรหากทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้และพัฒนาประชาธิปไตยไปพร้อมๆกัน ประชามติก็จะเป็นตัวทำให้รัฐธรรมนูญนี้มั่นคงยิ่งขึ้นไม่มีใครกล้ามาฉีกง่ายๆ และจริงๆ แล้วการทำประชามติก็ทำให้รัฐมีโอกาสหาเสียงทำความเข้าใจกับประชาชนไปด้วยเช่นกัน ถ้าจะอ้างว่าประชามติออกมาแล้วรัฐสภาอาจจะไม่รับประชามตินั้นอย่างที่นายกฯ อ้าง ทำไมไม่แก้กฏหมายตรงนั้นให้มันตรงจุด และตามกลไกในประชาธิปไตย ประชาชนที่ฉลาดพอก็จะไม่เลือก ส.ส. ส.ว.ที่ค้านมติประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ตนถือว่าในตอนนี้ นักการเมืองกำลังดูถูกประชาชนอย่างแรง เรื่องสำคัญอันเป็นหลักในการปกครองประเทศขนาดนี้ พวกคุณไม่สนใจที่จะถามมติของประชาชนกันเลย ทั้งๆ ที่แม่แบบก็วางไว้แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อนักการเมืองเอาแต่ความคิดของตนเห็นแก่ประโยชน์ของตนและพวกพ้อง พฤติกรรมแบบนี้นี่แหละที่ทำให้ประชาธิปไตยของไทยมีการพัฒนาเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง เมื่อนักการเมืองไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิและความเห็นของประชาชน ประชาชนก็จะมองว่าการเมืองเป็นเรื่องไร้สาระ ไกลตัว ไม่อยากทำความเข้าใจ ไม่อยากเข้ามายุ่ง และทำตัวเฉยชาต่อการเมือง ผลสะท้อนก็คือ สังคมไทยได้แต่พายเรือกันอยู่ในอ่าง ไม่ออกทะเลเสียที

ความคิดเห็นจากคุณ กรกฎ รักพระเจ้าอยู่หัว ระบุว่า มาตรา 190 ร่างออกมาแบบนั้นแล้ว คิดว่า จะให้ประชาชนตีความเอง ทำความเข้าใจเองหรือเปล่า กฏหมาย 11 ฉบับบเดิมที่ออกในยุค ปชป.เป็นรัฐบาลหลังต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 มีประโยชน์อะไรกับคนไทยบ้าง จะให้คิดไหมว่า กำลังจะเอามาตรา 190 มาเชื่อกับกฏหมาย 11 ฉบับบนี้ เพื่อมาเอื้อการขายทรัพย์สมบัติของชาติได้สะดวกมากขึ้น

ความคิดเห็นจากคุณ Pornvilai Wah Buckter ระบุว่า มาตรา 190 ซึ่งเป็นการทำสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนที่ไม่ต้องการให้ประชาชนรับรู้ ท่านว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ทุกวันนี้ท่านทราบหรือไม่ว่า เขมรรุกล้ำเหนืออธิปไตยไทย ไม่เพียงแต่บริเวณรอบเขาพระวิหารเท่านั้น เขมรยังได้ทำกระเช้าเข้าถึง ปราสาทตาควาย ซึ่งห่างจากเขตสันปันน้ำในดินแดนไทย 200 เมตร เพื่อส่งเสบียงให้ทหารเขมร ทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยยินยอม และสมยอมให้เกิดขึ้นโดยไม่ทำการต่อต้าน เพื่อผลักดันผู้บุกรุกให้ออกไป

รัฐบาลได้แต่พูดว่าได้ทำหนังสือส่งไปแล้ว กี่ครั้งแล้ว และผลมันเป็นอย่างไร เขมรมันรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ ใช่ไหม ทุกวันนี้ คนไทยไม่สามารถขึ้นไปบริเวณเขาพระวิหาร เพราะอะไร ทำไมถึงต้องขออนุญาตเขมร ทั้งๆ ที่อยู่ในเเผ่นดินไทย สมัยก่อนที่ท่านเกิด เราสามารถขึ้นไปโดยเสรี แต่ปัจจุบันมีแต่ชนชาวเขมร พระเขมร ทหารเขมรอยู่ ทำไมรัฐบาลนิ่งเฉย จะทำให้เราประชาชนคิดว่าอย่างไร ถ้าไม่ใช่การยินยอม สมยอมยกดินแดนไทยให้เขมร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น บุคคลอื่นเข้ามาตั้งรกรากในบริเวณเนื้อที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน ท่านจะนั่งดูเฉยๆ หรือฟ้องให้ตำรวจทำการขับไล่ให้ออกไปช่วยตอบให้หายข้องใจที ทุกวันนี้จะมีคนไทยสักกี่คนรู้เรื่องนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นหลัง ไม่เข้าใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่ฟังคำเตือนของท่านอาจารย์สมปอง สุจริตกุล ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในประวัติศาสตร์เขาพระวิหารจริงๆ และรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี

ความคิดเห็นจากคุณ Wut Krab ระบุว่า สิ่งที่นายกรณ์เปรียบขี้นมาก็ไม่เห้นมีคำว่าประชาชนสักนิด มีแต่ประชาธิปัตย์ แล้วประชาชนได้อะไร สิ่งที่ควรเปลี่ยนหรือเพิ่มขึ้นคือ คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมืองเอง ผลพวงที่พวกคุณต้องการ ทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่วงโคจรเดิม ทำไม่ไม่เอา ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขตใหญ่มาเปรียบเทียบบ้างล่ะว่าประโยชน์ได้มากกว่าหรือไม่ ความจริงมาตรา 190 มาจากผลพวก ความเสียหายจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ขายสมบัติชาติตอน 2540 ไฟแนนช์สมัยนายชวนเป็นนายกจากประชาธิปัตย์ คณะกรรมร่าง รธน 2550 จึงใส่เข้าเป็นหนี่งมาตราที่ป้องกันสิทธิของคนไทยทั้งหมด แต่นี่คนเสนอกลับเป็นนายอภิสิทธิ์จากพรรคประชาธิปัตย์เสียเอง ตั้งใจจะขายชาติรอบสองอีกหรือไร สุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไร นอกจากประชาธิปัตย์ได้อะไร

ความคิดเห็นจากคุณ Panin Lotto Sarapanich ระบุว่า ตนว่าไม่เคลียร์ มีเหตุผลอะไรจะต้องพิจารณาในตอนนี้ เพราะพรรคร่วมขอมาหรือเปล่า เพราะอยากแก้ มาตรา 190 หรือเปล่า ถึงจะบอกว่าบริสุทธิ์ใจ แต่จังหวะและเวลา ต้องขอบอกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจด้านการเมืองจริงๆ ตนยังข้องใจกับการทำประชามติ แม้จะบอกว่า ปชป. เองต้องการทำ แต่เพื่อไทยไม่เห็นด้วย เลยต้องลงตรงกลาง มันก็คือการประสานประโยชน์อย่างหนึ่งเท่านั้น ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงไม่ตัดสินใจอยู่บนหลักการ อยู่บนจุดยืน ถ้าทำประชามติแล้ว ผลออกมาไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องยอมรับ ถ้าบอกว่าประชามติต้องใช้เวลา ก็ต้องย้อนถามว่า ท่านบริหารประเทศมาจะครบปี ที่ผ่านมาทำไมไม่ทำ ด้วยความเคารพ

ความคิดเห็นจากคุณ Phanprasit Boonnao ระบุว่า ยิ่งอ่านยิ่งไม่เข้าใจ ตั้งใจอ่านจนจบ เพราะนายกรณ์ออกตัวไว้ว่าโพสต์นี้จะยาว จึงคิดว่าน่าจะมีคำอธิบายที่ดีในเรื่องการแก้ไขทั้งสองมาตรา แต่เอาเข้าจริงๆ เมื่ออ่านแล้ว ไม่เห็นมีตรงไหนที่อธิบายว่า ประชาชนได้อะไร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาแบบนี้มีความจำเป็นมากขนาดไหนต่อการแก้ไขปัญหาของชาติ มากกว่าที่จะเป็นการเดินหมากกลทางการเมือง รีบเร่งแก้ไข ถึงขนาดที่ตั้งใจละเลยกระบวนการสอบถามความเห็นจากประชาชนที่เป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่เวลาที่ผ่านมา ก็มีเหลือเฟือที่จะจัดทำกระบวนการรับฟังความเห็น แต่รัฐก็ไม่ได้ทำ

ถึงเวลานี้ ก็เร่งรีบยื่นเรื่องขอแก้ไขกันเองในวงนักการเมือง ราวกับว่าประชาชนต้องทนกลืนทุกๆ อย่างที่พวกท่านยัดเยียดให้กิน เร่งจะเอาให้ได้ แม้กระทั่งการลงมติงดใช้ข้อบังคับของสภา เพื่อเข็นให้ร่างแก้ไขผ่านไปได้ น่าอายมาก ถึงตนจะไม่ชอบพรรคฝ่ายค้านมากๆ แต่ทำแบบนี้ ตนว่าน่าอาย พวกคุณควรจะละอายสิ่งที่ได้ทำในสภาในวันนี้ให้มากๆ อีกอย่าง ไม่มีส่วนไหนของบทความในอธิบายข้อดีของการแก้มาตรา 190 แม้แต่นิดเดียว ว่าประชาชนได้อะไรจากการแก้ไขมาตรานี้ ถ้าจะให้ดี ขอโพสต์ที่ชี้แจงแบบเนื้อๆ ดีกว่า น้ำไม่ต้อง ประชาชนรับรู้ที่มาที่ไปหมดแล้ว อย่าเกริ่นให้เปลืองเวลา

ความคิดเห็นจากคุณ Bongkotrat Lert ระบุว่า ข้อแรก มาตรา 190 ทำไมต้องแก้ในเมื่อมีอยู่ก็เป็นประโยชน์ เช่น ตอนที่ นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ขณะนั้น ไปแอบตกลงกับใครๆ โดยที่สภาไม่รับรู้ ก็ทำให้เป็นเรื่องผิดกฏหมายไป จะแก้ให้สามารถไปมุบมิบกันได้โดยถูกกฎหมายหรือ เคยได้ยินไหมที่ว่ามักง่ายได้ยาก มักยากได้ดี ขออย่าให้มักง่ายกันนัก โดยเฉพาะนักการเมืองสมัยนี้ที่มีคุณธรรมกันน้อยนัก

ข้อสอง ก็รู้กันอยู่ว่า เขตใหญ่ซื้อเสียงได้ยากกว่า แบ่งเป็นเขตเล็ก ทำไม ปชป.ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เกี่ยวกับว่าแบ่งเขตเล็ก แล้ว ปชป.เสียเปรียบหรือไม่ เกี่ยวแต่ว่า ปชช.จะเสียเปรียบ นักการเมืองชั่วเท่านั้น ครั้งนี้นายกรณ์ชี้แจงได้ไม่ประทับใจที่สุด ก่อนหน้านี้ ฝ่ายที่จ้องโจมตี มักจะกล่าวอ้างว่า ปชป.ล้วนเต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้แต่โวหารอันสวยหรู ดูดี เกินจริง เราไม่ค่อยเชื่อ เพราะเชื่อมั่นในความตั้งใจของนายกฯ พวกเขาน่าจะพูดมาจากใจ แต่จากบทความของนายกรณ์ครั้งนี้ ทำให้เราต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว

ความคิดเห็นจาก คุณนพดล สุจริตสัญชัย รักในหลวง ระบุว่า ดูเหมือนประชาชนจะไม่ได้อะไร นอกจากรายการผู้ใหญ่ทะเลาะกันให้เด็กดู มีหักหลังกันด้วย มีจะปารองเท้าใส่กันด้วย สงสารประเทศไทย

ความคิดเห็นจากคุณ Nattinee Pinniem ระบุว่า อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงประเทศชาติเป็นสำคัญ บางทีการผูกติดกับอำนาจมากเกินไป แต่ทำให้ระบบบริหารประเทศชาติถอยหลังเข้าคลอง แล้วมาแก้ตัวหาเหตุผลก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไม่ปลื้มเท่าไหร่ เพราะเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนนายกมาตลอด เชื่อมั่นมาตลอด แต่คราวนี้รู้สึกคลางแคลงใจมาก ว่าทำเพื่อใคร เพื่อเอาใจพรรคร่วมหรือทำเพื่อส่วนรวมกันแน่

ความคิดเห็นจากคุณ Sorawit Kangka ระบุว่า ภาพมันติดตา มันลบลำบาก จำได้ไหมตอนปรับ ครม.ที่นายกฯ เตะพรรคการเมืองหนึ่งออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากมิได้โหวตให้แก่ รมต.ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล การที่ ส.ส.แสดงความเห็นต่อที่ประชุมในสภา แม้ว่าจะสวนกระแสพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการ การที่นักการเมืองมีอิสระที่จะโหวตตามหลักประชาธิปไตยไม่สามารถทำได้หรือ สุดท้ายพรรคการเมืองนั้นก็โดนขับออกจาการร่วมรัฐบาล แล้วอย่างนี้ยังจะให้เชื่อหรือว่าทำเพื่อประชาชนหรือทำเพื่อพรรคร่วมกันแน่

ความคิดเห็นจาก คุณลูกเสือหมายเลข 9 ระบุว่า ตนก็อยากถาม เพราะเห็นทุกคนให้ความสำคัญกันจัง แต่บ้านตนที่หาดใหญ่ น้ำลดและต้องเสียค่าซ่อมบ้านแล้วหลายหมื่น เงินแค่ 5 พันจากรัฐบาลยังไม่ได้เลย รัฐบาลไม่ได้สนใจประชาชนอย่างที่โฆษณา ไหนว่าประชาชนมาก่อน ที่แท้ แก้รัฐธรรมนูญมาก่อนประชาชน

ความคิดเห็นจากคุณ Gak Krishnamra ระบุว่า มาตรา 190 นายกอธิบายไม่ชัดเจน ในบทแก้ไข วรรคสอง เรื่องเขตแดน ตกลงให้ประชาชนตรวจสอบหรือไม่ และในแบบสอบถามของสำนักงานสถิติแห่งชาติ อธิบายแค่ว่าเป็นการเพิ่มเติม จัดประเภทเอกสารสัญญา แบบนี้ถือว่าเจตนาทำให้ประชาชนเข้าใจผิดหรือไม่ อธิบายให้ประชาชนเข้าใจเต็มๆ จะเป็นประโยชน์กว่า ผิดหวังประชาธิปัตย์ บอกตามตรง

ยืนยัน "วอน นอน คุก" ยังแสดงตามกำหนด


อาทิตย์สีแดงเปิดตัวทอล์กโชว์ 'วอน นอน คุก' ระดมทุนตั้ง 'โรง เรียนแกนนอน' ผสมผสานแสดงละคร 2 ชั่วโมงเต็ม เริ่ม 5-6 ธ.ค.นี้ 'ลายจุด' ปรับแผนต่อสู้ในปีหน้า ลดกิจกรรมสัญลักษณ์ มุ่งสร้างรากฐานภาคประชาชนเสื้อแดง เปิดสอน 4 หลักสูตร

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง แถลงข่าวจัดทอล์กโชว์การเมือง "วอน นอน คุก" และแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มในปี พ.ศ.2554 โดยนายสมบัติกล่าวว่า ในปีพ.ศ.2554 ทางกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงถือว่าเป็น ปีแห่งการศึกษาเรียนรู้ และแนวทางการเคลื่อนไหวเรื่องแกนนอน หลังจากปี พ.ศ.2553 ที่ใช้การเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ ประกาศใหัทุกวันอาทิตย์เป็นวันอาทิตย์สีแดง และทำให้คนเสื้อแดงกล้าสวมเสื้อสีแดงออกมาร่วมกิจกรรมมากขึ้น และมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวอย่างมากมาย

นายสมบัติ กล่าวว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีการส่งต่อและถ่ายทอดกิจกรรม ทำให้เกิดกลุ่มต่างๆ และเกิดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จึงถือได้ว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ได้ส่งต่อไปยังคนจำนวนมากแล้ว ดังนั้นในปี พ.ศ.2554 ทางกลุ่มจะลดบทบาทการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ให้เป็นเรื่องรอง และยกเอาการต่อสู้แบบแกนนอนเป็นเรื่องหลักแทน เพื่อสร้างกลุ่มแกนนอน หรือกลุ่มปฏิบัติการให้เกิดกลุ่มอิสระจำนวนมาก ที่จะไม่ใช่การรวมกลุ่มสนับสนุนองค์กรใหญ่เป็นหลักอย่างที่ผ่านมา หากกลุ่มเหล่านี้สามารถออกแบบกิจกรรมออกตัวเองได้ ใช้การต่อสู้แบบจากล่างขึ้นบน ก็จะเป็นการสร้างรากฐานภาคประชาชนของกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้น ในปี พ.ศ.2554 ทางกลุ่มจะจัดตั้งโรงเรียนแกนนอน ที่ไม่ใช่รูปแบบการเรียนการสอนปกติ แต่เป็นการเรียนรู้อบรมเชิงปฏิบัติการ

บ.ก.ลายจุด กล่าวอีกว่า ส่วนทอล์กโชว์ "วอน นอน คุก" เป็นกิจกรรมระดมทุนเพื่อจัดตั้งโรงเรียนแกนนอน คาดหวังว่าจะได้ทุนเพียงพอในการดำเนินการโรงเรียน 1 ปี แบบไม่ต้องกังวล โดยเนื้อหาของทอล์กโชว์จะเกี่ยวข้องกับการเมือง ที่จะมีการแซว กัดจิก สะบัด แต่ไม่ดุเดือด เป็นกึ่งทอล์กโชว์ ผสมการแสดงละคร ในเวลา 2 ชั่วโมง ขายบัตรในหลายราคา คือ วีไอพี 1,000 บาท, 500 บาท, 300 บาท และ 100 บาท โดยจะจัดขึ้นที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียลฯ ลาดพร้าว ในวันที่ 5-6 ธ.ค. มีรอบ 2 รอบ คือเวลา 13.00 น. และเวลา 18.00 น. จำหน่ายบัตรแล้วตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

วันพุธที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"ไพศาล พืชมงคล" อดีตร่างทรง คมช. ไส่ร้ายเสื้อแดงว่า "แต่งชุดดำชุมนุมในวันเกิดในหลวง"














เผยแพร่กันไปทั้งเฟรซบุ๊ค เกี่ยวกับข้อเขียนของอดีตร่างทรง คณะปฏิวัติคนหนึ่ง คือนาย ไพศาล พืชมงคล ที่เขียนข้อความในเฟรซบุ๊คทำนองใส่ร้ายเสื้อแดงว่าจะแต่งชุดดำในวันที่ 5 ธันวาคม 2553 และมีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงและโยงเหตุการร์ดังกล่าวให้เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรด้วย

เมื่อตรวจสอบข้อเขียน จะเห็นว่าได้มีการบิดเบือนว่า "เสื้อแดงจะแต่งชุดดำใส่วันเกิดในหลวง ชุมนุมทางการเมือง" ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายอย่างน่าละอายใจ และต่ำช้าที่สุด เพราะเสื้อแดงไม่ได้มีการนัดใส่ชุดดำแต่อย่างใด ส่วนการชุมนุมดังว่า มิใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการจัดคอนเสิร์ต "วอน นอน คุก" ของนักกิจกรรมเอ็นจีโอ "สมบัติ บุญงามอนงค์" ไม่ใช่ชุมนุมปราศัยหรือผูกผ้าแดงที่ราชประสงค์แต่อย่างใด แต่เป็นการจัดงานในสถานที่เฉพาะ มิได้ลงไปรบกวนสถานที่สาธารณะแต่อย่างไร

แต่สังเกตได้ว่า มีการปลุกกระแส "คนเสื้อแดงชุมนุม 5 ธันวา มาเป็นระยะ โดยเริ่มจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ให้สัมภาษณ์สื่อฯ ดังๆว่า เสื้อแดงจัดคอนเสริตในวันเกิดในหลวง เหมาะสมหรือไม่ ทั้งที่ปกติ ค่ายเพลง ดารานักร้องดังๆ ก็ต่างเคยจัดงานคอนเสริ์ตของตน ในวันหยุด รวมทั้งวันสำคัญดังกล่าวมาเสมอ ไม่ได้มีทหารยุคใหนออกมาร้องแรกแหกกระเชิง ถัดจาก พล.อ.ประยุทธิ์ ก็เป็นคิวของ ผุ้พัน ไก่อู สรรเสริญ ที่ดาหน้าออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวการจัดคอนเสริตว่าไม่เหหมาะสม เป็นลักษณะ "แชรฺ์ลูกโซ่" ซึ่งอันตรายต่อบ้านเมือง

ลากยาวมาวันนี้ "ไพศาล พืชมงคล" อดีต ผู้แทนสอบตกหลายวาระ มาออกโรงส่งเสียง "บิดเบือนใส่ร้าย" ว่าเสื้อแดงจะ "แต่งดำ" รวมทั้งเวลาติดๆกัน นายทหารนอกราชการ "ปูเค็ม" ก็ส่งเสียงว่า "สมบัติ บุญงามอนงค์" คือศัตรูของชาติ


หรือเหตุการณ์ในขณะนี้ จะล้อกับข่าวชิ้นเล็กๆ ที่ร่ำลือกันทั้งเมืองขณะนี้ว่า "ทหารรับคำสั่งให้ทำปฏิวัติ"


หมายเหตุ: นายไพศาล เคยมีส่วนร่วมในเหตุการรัฐประหารที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นายไพศาลถูกเรียกตัวโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้เข้าไปในกองบัญชาการกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เพื่อร่างประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขพร้อมกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์

หลังจากนั้นได้ถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 (สนช.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญและโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในสภาชุดดังกล่าวนี้ด้วย

รวมคลิป "ภาพยนต์เฉลิมพระเกียรติ"











"โอ" ยันลูกตน แต่รับแยกกันอยู่กับอดีตภรรยา



“โอ วรุฒ” แถลงไม่เคยคิดตรวจดีเอ็นเอ มั่นใจ “แอร์บัส” เป็นลูกตน ยันไม่ได้เป็นหมัน แต่แยกกันอยู่กับภรรยานานแล้ว เริ่มจากการแยกห้องนอน จนตอนนี้เมียพาลูกไปอยู่ที่อื่นแล้ว ปัดไม่เกี่ยวเรื่องตนมีสาวคนใหม่ บอกแค่ติดเที่ยวเท่านั้น พร้อมรับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ตนกลับมาดื่มอีกครั้งจนทำให้ถูกสั่งพัก งาน แต่ตอนนี้ปรับตัวใหม่แล้ว มั่นใจเตรียมกลับมาได้โอกาสอีกครั้ง

หลังจากที่เกิดกระแสข่าวลือออกมามากมายว่าตอนนี้นักแสดงรุ่นใหญ่ “โอ วรุฒ วรธรรม” กำลังประสบปัญหาครอบครัวอย่างหนัก ทั้งเรื่องที่ว่าภรรยาสาว “เก๋ เจษฎาวรรลย์ จันทร์แตง” มาเป็นชาวเกาะซะจนนักแสดงรุ่นใหญ่เกิดความไม่พอใจ รวมไปถึงเตรียมตรวจดีเอ็นเอว่า “น้องแอร์บัส” หรือ “ด.ช.อาณาจักร วรธรรม” เป็นลูกของตนจริงหรือไม่ เพราะมีข่าวว่าผลจากการตรวจร่างกายของ “โอ” นั้นออกมาว่าเป็นหมัน

ซึ่งวันนี้เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา “โอ วรุฒ” ได้ทำการแถลงข่าวเรื่องนี้ที่กองถ่ายละคร “พ่อปลาไหลป้ายแดง” ที่โรงแรมเรดิสัน พระราม 9 โดยยืนยันว่าเป็นการสื่อสารที่เข้าใจผิดกันเท่านั้น เพราะตนไม่มีความตั้งใจที่จะตรวจดีเอ็นเอเลยแม้แต่น้อย เพราะมั่นใจว่า “น้องแอร์บัส” เป็นลูกของตนแน่นอน

“ก่อนอื่นต้องบอกก่อนนะครับว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด จากในทวิตเตอร์ที่เขามีข่าวลือว่าลูกไม่ใช่ลูกของวรุฒ วรธรรม ก็มีทางสื่อมวลชนจากโมเดิร์นไนน์โทรมาสัมภาษณ์เมื่อวานตอนเย็นว่าพี่โอได้ไป ตรวจดีเอ็นเอหรือไม่ ซึ่งผมก็บอกว่าไม่ได้ไปตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งตอนที่สื่อสารตอนนั้นคลื่นโทรศัพท์ของทางโมเดิร์นไนน์มันไม่ชัด เขาฟังว่าโอ วรุฒได้ไปตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีการตรวจดีเอ็นเอใดๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ไม่มีการบอกว่าไปตรวจดีเอ็นเอด้วยซ้ำไป ซึ่งถ้าไปตรวจดีเอ็นเอจริงๆ น่าจะเป็นข่าวไปตั้งแต่วันที่ไปตรวจแล้วนะครับ เพราะการตรวจดีเอ็นเอมันไม่ใช่ว่าง่ายเหมือนการตรวจปัสสาวะ ต้องทำเรื่องกับกรมตำรวจแล้วก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลตำรวจ ก็น่าจะเป็นข่าวไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

“ซึ่งเราก็ไม่ได้ไปตรวจ ไม่ได้มีการตรวจดีเอ็นเอใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการสื่อสารที่ผิดครับ เพราะเมื่อวานนี้ทางโมเดิร์นไนน์ก็มาสัมภาษณ์ผมที่กองถ่าย แล้วเขาก็บอกเองว่าเขาสัมภาษณ์ตรงบันไดหนีไฟ แล้วสัญญาณมันก็ไม่ชัด พอฟังเสร็จเขาก็ได้ยินเป็นว่ามีการไปตรวจดีเอ็นเอ เขาก็เลยเข้าไปในทวิตเตอร์ไปซ้ำอีกรอบนึงว่ามีการไปตรวจดีเอ็นเอ ก็ยืนยันครับว่าน้องแอร์บัสเป็นลูกผม ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ แล้วก็ไม่มีการชวนกันไปตรวจ ไม่มีครับ”

“ซึ่งเมื่อวานนี้ทางโมเดิร์นไนน์ รายการไนน์เอนเตอร์เทนคนที่มาสัมภาษณ์เขาก็บอกว่าเขาขอโทษที่เขาได้ยินผิด เอง เขาจะเข้าไปแก้ให้ ก็ไม่รู้ว่าเขาแก้หรือยัง แต่วันนี้ก็ไม่เห็นไนน์เอนเตอร์เทนมานะ แต่เขาบอกผมแล้วล่ะว่าวันนี้ไม่กล้ามา กลัวเพื่อนๆ ด่า(หัวเราะ) เรื่องผลตรวจสุขภาพของผมว่าเป็นหมันเหรอ มีด้วยเหรอ ไม่เป็น เป็นหมันได้ไง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะว่าทำไมมีข่าวแบบนี้ แล้วก็ไม่ทราบด้วยว่ามาจากแหล่งไหน ซึ่งน้องแอร์บัสก็ยังเป็นเด็กชายอาณาจักร วรธรรมนะครับ ก็ยังเป็นลูกของผมด้วย”

เผยแยกกันอยู่กับภรรยาแล้ว เหตุเพราะความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งกัน แต่ไม่มีปัญหาเรื่องชู้สาวแน่นอน ยอมรับแม้ตนจะติดเที่ยว แต่ไม่ได้มีผู้หญิงคนใหม่เป็นตัวเป็นตนแน่ๆ

“ส่วนภรรยาตอนนี้เราแยกกันอยู่แล้วครับ เหตุผลง่ายๆ เลยก็น่าจะเป็นเพราะอยู่ด้วยกันแล้วมันไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยามาก นัก เพราะต่างคนต่างทำงาน และงานเราเองก็ต้องตื่นเช้า แล้วกลับดึก ก็เลยแยกห้องกันอยู่ ซึ่งก็กลายเป็นว่าผมอยู่ห้องนึง แม่กับลูกเขาก็อยู่อีกห้องนึง ก็แยกกันมาตั้งแต่ลูกคลอดเลยครับ แยกกันจริงจังเลยก็ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม”

“ที่ว่าผมมีผู้หญิงคนอื่นเขาเลยต้องหอบลูกหนีเนี่ย จริงๆ แล้วมีเกือบทุกวันนะ(หัวเราะ) ไม่หรอก คือผู้หญิงคนอื่นไม่ได้หมายความว่ามีเมียอีกคนนะ ไม่มี แต่ถามว่าไปเที่ยวไหมก็ไปเที่ยว แต่ไม่ได้หมายความว่ามีภรรยาใหม่อีกคนนึงแล้วมาวีนกันทะเลาะกัน แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอก น่าจะเป็นเรื่องของความห่างเหินกันมากกว่า เพราะว่าเราแยกกันอยู่คนละห้อง เพราะเวลาเรากลับมาดึกๆ ก็กลัวลูกตื่น หรือบางทีเราต้องตื่นไปแต่เช้าก็กลัวลูกตื่นมากินนม ตื่นมาอึ เราก็เลยแยกห้องกันอยู่”

“ตอนนี้ผมก็ยังทำหน้าที่พ่ออยู่ แต่ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันแล้วครับ ลูกก็อยู่กับแม่ แม่เขารักลูกมาก ผมก็เลยให้อยู่กับเขาก็แล้วกัน แต่เราก็ยังคุยกันอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าเขาหอบลูกหนีครับ ผมก็ยังส่งเสียเลี้ยงดูปกติ ก็คิดว่าน่าจะมีโอกาสได้กลับมาอยู่ด้วยกันอยู่แล้วล่ะ แต่ยังไม่มีโอกาสไปเจอลูกเลย เขามาเกาะเราเหรอ มันก็ไม่ใช่เกาะหรอก เพราะมันเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้วที่จะต้องเลี้ยงดูภรรยาและลูก ถามว่าเกาะมั้ยก็ไม่ใช่ เราเต็มใจที่จะให้อยู่แล้ว ไม่เรียกว่าเป็นการเกาะกัน เราก็ต้องเลี้ยงภรรยา ซึ่งเขาก็เป็นภรรยาเรา แล้วนี่ก็ลูกเราก็ต้องเลี้ยงเขา ไม่ใช่ว่าเขามาเกาะ”

ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เลยทำให้กลับมาดื่มอีกครั้ง แต่ไม่ถึงกับหนักมาก แต่ก็ส่งผลให้กระทบกับเรื่องงาน จนถูกทางค่ายทีวีธันเดอร์ต้องตัดสินใจลงโทษด้วยการพักงานยาวไปถึงช่วงปีใหม่

“ก็ยอมรับว่ามีเฮิร์ทนิดหน่อย ก็มีดื่มๆ บ้าง คือหลังจากขวบนึงที่เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านกับเขา บางทีเรากลับไปได้เห็นหรือบางทีได้กลิ่นมันก็มีบ้าง แต่ดื่มไม่หนักนะครับ ดื่มเบาๆ ดื่มทีละแก้ว ไม่ได้ดื่มทีละขวด ก็ดื่มวันเว้นวัน แต่ไม่ใช่ดื่มจนอาการทรุดหรอก แต่ดื่มแล้วคุมไม่ได้มากกว่า แต่จริงๆ แล้วต้องขอบอกว่าไม่เคยเป็นแอลกอฮอล์ลิซึ่มนะครับ แต่ว่าเป็นโรคติดบรรยากาศมากกว่า ติดบรรยากาศของเพื่อน ของโคโยตี้ คือเป็นคนใจบุญ ทุกอาทิตย์ต้องไปปล่อยโคครับ(หัวเราะ)”

“คือตั้งแต่เข้าวงการมาเพื่อนๆ ทุกคนก็จะรู้อยู่แล้วว่าถ้าเราดื่มแล้วเราสนุก เพราะฉะนั้นก็มักจะมีคนชวนไปดื่มตลอดเวลาเพราะว่าสนุก หรือถ้าเราไปแล้วเราไม่ดื่มมันก็จะกลายเป็นเรื่องแปลก เพี่อนๆ ก็จะงงๆ ว่าทำไมไม่ดื่ม ทุกวันนี้ก็ยังเที่ยวบ้างครับ แต่พักหลังๆ นี้ไม่ค่อยดื่มเยอะแล้วนะ เป็นแค่ความสนุกเฉยๆ เรื่องที่ว่าผมดื่มหนักจนถูกปลดจากละครและรายการ อันนี้ก็ถือเป็นการสั่งสอนจากทางธีวีธันเดอร์ เพราะจริงๆ ทางธันเดอร์ได้เตือนมาหลายครั้งแล้วว่าให้เพลาๆ ลงบ้าง อย่าให้เสียงาน และทำเสียงานมาหลายครั้ง ทางธันเดอร์ก็เลยพักงาน แต่เห็นทางเจ้านายบอกว่าจะพักถึงตอนปีใหม่”

“ถูกพักงานมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมครับ แต่ที่มีเทปอัดอยู่ก็คือเทปที่อัดไปแล้ว ก็หลังจากหมดทันบนแล้วเจ้านายบอกว่าจะให้กลับไปทำต่อ ก็ต้องแล้วแต่ความกรุณาของเจ้านายด้วย ก็คือมี “โอโน่, สะบัดช่อ” แล้วก็ซิทคอม “หลวงตามหาชน” ทั้งหมดเลย ก็คงต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง ตอนนี้ก็เปลี่ยนแล้ว ถ้าให้บอกกันตรงๆ เลยก็คือเมื่อก่อนที่เลวไหลก็คือดื่ม ตื่นมาก็ดื่มเลย ล้างคอก่อน(หัวเราะ) บางทีมันมีเสลด แล้วพอดื่มมันก็มีอาการ คืออาการมันฟ้องเลย วันนั้นถ่ายๆ อยู่ก็ถูกสั่งกลางอากาศเลยพักๆ กลับบ้านไป พอวันรุ่งขึ้นก็มีโทรศัพท์มาจากห้องประชุม ห้องเย็น(หัวเราะ) ก็พักงานไป แต่ตอนนี้ก็ดื่มน้อยลงครับ อย่างวันไหนที่มีงาน อย่างเมื่อวานมีการเลี้ยงปิดกล้องเราก็ไป แล้วก็ดื่มเสร็จก็กลับ พอตื่นมาก็ทำงาน”

บอกไม่มีการจดทะเบียนกับภรรยาเพราะหวั่นมีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน และตนไม่ได้เจอลูกมาหลายเดือนแล้ว เพราะภรรยากับลูกไม่ค่อยอยู่กับที่

“ผมกับภรรยาไม่ได้จดทะเบียนกันครับ ที่ไม่ได้จดไม่เกี่ยวกับเรื่องของไม่ใช่ไม่มั่นใจอะไร มันเกี่ยวกับทรัพย์สินและสรรพพากร มันหนักตรงนี้แหละ แต่ตอนนี้ภรรยากับลูกผมน่าจะอยู่ที่ชลบุรี ก็ไม่ได้ถึงกับไปง้อครับ แต่ว่าไปหามากกว่า ก็แล้วแต่เพราะเขาก็อยู่หลายที่ แต่ยังไม่ได้คุยกันเรื่องข่าวเลย เมื่อคืนก็กว่าจะเสร็จเที่ยงคืนกว่า วันนี้ก็เลยยังไม่ได้โทรหา ล่าสุดที่เจอลูกกับภรรยาก็เมื่อเดือนกันยายน เพราะเขาไม่เข้ามา เราก็เลยต้องไปเอง ตอนนี้ลูกขวบกับสี่เดือนครับ”

“สภาพจิตใจก็ย่ำแย่บ้างนะครับ แต่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงมันก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จากที่ธันเดอร์สั่งสอนมาก็ทำให้เราปรับปรุงตัว ซึ่งมันก็เป็นผลดีกับตัวเองที่ธันเดอร์ตักเตือนเราแบบนี้ แต่จริงๆ ช่วงพักงานก็ไม่ได้ว่างนะ เพราะเผอิญมีละคร 2 เรื่อง ก็ถ่ายทั้ง 2 เรื่อง 7 วันเลย ไม่ได้หยุดเลย ก็มีเรื่อง “ปลาไหลป้ายแดง” ก็ถ่ายมา 5-6 เดือนแล้ว ก็ถ่ายมาตั้งแต่ก่อนถูกพักงาน แล้วก็อีกเรื่องนึงก็ถ่ายไปพร้อมๆ กัน ทั้งอาทิตย์ก็เลยจะไม่ว่างเลย ก็คืองานที่ถูกพักเป็นงานเฉพาะของธันเดอร์ครับ”

เวรกรรมประเทศไทย "จรัญ ภักดีธนากุล" ได้รับการคัดเลือกให้เป็น"ข้าราชการดีเด่น"



สมาคมข้าราชการพลเรือนแห่งประเทศไทยได้จัดพิธีมอบรางวัล ข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2550 -2551 ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีมอบรางวัล ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกข้าราชดีเด่นครั้งนี้ ปรากฎว่า นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนเสียงข้างมากให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับมอบประกาศเกียรติคุณดังกล่าว พร้อมกับข้าราชการที่ประพฤติปฏิบัติดีมีคุณธรรมอีก 9 ราย แต่นายจรัญได้แจ้งคณะจัดงานติดภารกิจ ไม่สามารถมารับรางวัลจึงมอบหมายให้ตัวแทนเป็นผู้รับรางวัล


สำหรับการพิจารณาคัดเลือกข้าราชการดีเด่นได้จำแนกไว้ดังนี้

สายตำแหน่งปลัดกระทรวง ได้แก่

นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม

สายตำแหน่งอธิบดี ได้แก่

นายปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดีการ

คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกา

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย


สายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้แก่

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร

นายพูลศักดิ์ ประณุทนรพาล ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี

นายสยุมพร ลิ่มไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง

สายตำแหน่งอธิการบดี ได้แก่

รองศาสตราจารย์ สุมนต์ สกลไชย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น

สายตำแหน่งเอกอัครราชทูต

นายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

แอบดูนักกฏหมายส่ายหน้า!! "15 วันเป็นระยะเวลาปฏิบัติงาน ไม่ใช่ อายุความ"












จากผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นักกฏหมายตามเวปไซด์ต่างๆ ได้แสดงความเห็นไปในทาง "ไม่เห็นด้วย" กับคำวินิจฉัยของศาล

จากเวปไซด์แห่งหนึ่ง http://www.thaijustice.com/webboard.asp?sub=0&id=1668098 มีคนตั้งกระทู้ทันหลังศาลวินิจฉัยเพียงไม่กี่นาที และมีความเห็นน่าสนใจว่า ระยะเวลา 15 วันนั้น เป็นเพียงแค่กรอบเวลาให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องอายุความ และก็ไม่ควรนำเอากฏระเบียบทางกฏหมายเกี่ยวกับระยะเวลาปฏิบัติงาน (ไม่ใช่อายุความ) มาบดบังเนื้อหาสำคัญของคดี ท่านสามารถหาอ่านได้เพิ่มเติมในเวปไซด์ดังกล่าว

หมายเหตุ เวปไซด์เป็นบอร์ดสนทนาในสังคมนักกฏหมายที่นักกฏหมายรุ่นใหม่จะเข้าไปติดตามข่าวสารอยู่เสมอ