วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผบก.น.6 เบิกความกลางศาล! เสื้อแดงโดนเจ้าหน้าที่รัฐยิงตาย ไม่มีชายชุดดำ


ที่ห้องพิจารณา 501 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง63 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องการเสียชีวิตนัดแรกที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของนายชาติชาญ ชาเหลา อายุ 25 ปี ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณหน้าอาคารอื้อจื่อเหลียง ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 13 พ.ค.53 ในสมัยรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ในวันนี้พนักงานอัยการเตรียมพยานเข้าเบิกความจำนวน 2 ปาก ประกอบด้วย พ.ต.อ. สืบศักดิ์ พันธุ์สุระ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 นางพลอย ขบวนฮาม มารดาของนายชาติชาย

พ.ต.อ. สืบศักดิ์ เบิกความปากแรกสรุปว่า ตนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ชุดที่ 3 โดยเมื่อวันที่ 19 ก.ย.54 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนมาให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลสอบสวน (บช.น.) สอบสวนต่อ เนื่องจากเชื่อว่าการเสียชีวิตของนายชาติชายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตนได้ทำหนังสือยื่นต่อสำนักงานอัยการสูงสุดขอให้ส่งพนักงานอัยการร่วมสืบสวนด้วย โดยการสอบสวนในชุดของตนพบว่า คดีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. -19 พ.ค.53 โดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) เริ่มชุมนุมที่ถนนราชดำเนิน เพื่อขอให้รัฐบาลยุบสภา แต่รัฐบาลไม่ยอมทำตาม กลุ่มผู้ชุมนุมจึงขยายการชุมนุมไปหลายพื้นที่รวมถึงแยกราชประสงค์ ซึ่งมีผู้มาร่วมชุมนุมจำนวนมาก นายอภิสิทธิ์จึงได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง จากนั้นได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐเป็นพนักงานปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อระงับสถานการณ์รุนแรง รวมทั้งได้ประกาศห้ามชุมนุมเกิน 5 คน ห้ามเข้าไปในพื้นที่การชุมนุม ห้ามเดินรถโดยสารบางพื้นที่ ห้ามให้บริการรถไฟฟ้าบางสถานี และตัดสาธารณูปโภค    

พ.ต.อ. สืบศักดิ์ เบิกความต่อว่า ในวันเกิดเหตุวันที่ 13 พ.ค.53 ศูนย์ ศอฉ.มีคำสั่งมอบหมายให้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตั้งด่านแข็งแรงที่บริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจื่อเหลียง มีอาวุธปืนเอ็ม 16 เอ็ม 653 เอชเค ปืนลูกซองกระสุนยาง กระสุนซ้อมรบ และกระสุนจริงประจำกาย ซึ่งแนวกั้นด่านนอกจากทหารแล้วผู้อื่นไม่สามารถเข้าไปในบริเวณนั้นได้ ขณะที่ผู้ชุมนุมจำนวนมากจากแยกถนนวิทยุมุ่งหน้าตรงเข้าหาด่านของทหาร โดยผู้ชุมนุมใช้พลุและตะไลยิงเข้าใส่ด่าน เจ้าหน้าที่ทหารจึงใช้ปืนยิงตอบโต้กลุ่มผู้ชุมนุม กระทั่งเวลาประมาณ 22.50 น. ขณะที่นายชาติชายซึ่งมาร่วมชุมนุมและถือกล้องวีดีโอยืนถ่ายภาพเหตุการณ์อยู่หน้าบริษัทปริศนา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ใกล้อาคารอื้อจื่อเหลียง ได้ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่หน้าผากด้านขวาทะลุศรีษะ 1 นัด เสียชีวิตที่ รพ.จุฬา

ภายหลังการเสียชีวิตพนักงานสอบสวนสน.ปทุมวัน พร้อมด้วยแพทย์นิติเวช พนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งสิ้น 10 ฝ่ายร่วมชันสูตรพลิกศพผลปรากฏว่า นายชาติชายถูกกระสุนความเร็วสูงยิงเข้าที่ศรีษะทำลายอวัยวะสำคัญจนเสียชีวิต เมื่อตรวจสอบพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุพบเศษชิ้นเนื้อ เส้นผม คราบเลือดของผู้ตาย และเศษหัวกระสุนตกที่พื้นใกล้จุดที่นายชาติชาย ผู้ตายล้มลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนตรวจพิสูจน์พบเพียงแค่รอยแนววิถีกระสุนที่นายชาติชายถูกยิง และยืนยันว่าเป็นกระสุนความเร็วสูง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นกระสุนชนิดใด เนื่องจากเศษกระสุนเสียสภาพมาก อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมพยานเอกสารหลักฐาน ประจักษ์พยานแล้วไม่พบชายชุดดำปะปนกับผู้ร่วมชุมนุม จึงเชื่อว่านายชาติชายเสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ         
  
  

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เสวนา “นาซ่าจะมาทำอะไรที่อู่ตะเภา” สับนักการเมืองชั่วบิดเบือนงานวิจัยระดับโลก

ตอน1 เผยภาพภายในเครื่องบินวิจัยอากาศทั้งหมด

ตอน2 การเข้าถึงข้อมูลทุกชิ้นของนาซ่า

ตอน3 วอนเลิกเชื่อมโยงการเมือง ขอให้เป็นวิชาการ

ตอน4 ทำไมต้องเป็นอู่ตะเภา

ตอน5 ระวัง "จีน" ไม่พอใจ!



ตอน6 ทำไมนาซ่ารีบเร่ง?



ตอน 7 อย่าเอาการเมืองไทย มาทำลายงานวิจัยวิทยาศาสตร์ระดับโลกเลย

ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ  ดร.นริศรา ทองบุญชู อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ความเห็นกรณีองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ นาซา ยื่นขออนุญาตใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเป็นสถานีวิจัยศึกษาเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศ ระหว่างการเสวนาเรื่อง “นาซ่าจะมาทำอะไรที่อู่ตะเภา”ว่า นาซาต้องการสำรวจชั้นบรรยากาศมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างไร เพื่อที่เข้าใจกระบวนการทั้งหมด ถ้านาซานำเครื่องบินและอุปกรณ์มาปฏิบัติการจะทำให้คำนวณการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศได้มากขึ้น ทำให้ทราบว่ามีผลอย่างไรต่อสภาพอากาศ การเกิดเมฆและฝน และนำข้อมูลมาทำนายสภาพอากาศ เพื่อใช้ป้องกันปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งและมลพิษทางอากาศ

นางนริศรา กล่าวต่อว่า มีโอกาสร่วมงานกับนาซาในโครงการศึกษาสภาวะอากาศที่สหรัฐอเมริกา โดยโครงการหนึ่งมีมูลค่า 900 ล้านบาท ส่วนกรณีที่ไม่สามารถบอกกำหนดการบินได้ล่วงหน้าเพราะสภาพอากาศแน่นอน รวมถึงเครื่องบินที่ใช้ในการปฏิบัติการภายในมีแต่อุปกรณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยเท่านั้น และได้รับความรู้จากการร่วมงานครั้งนี้มาก

“ในการศึกษาที่ประเทศไทยครั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะเผยแพร่ให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปแน่นอน แต่ไม่ทันทีเพราะต้องมีการประมวลผลข้อมูลก่อน หลังจากนั้นใครก็สามารถหยิบข้อมูลมาใช้ได้เลย ส่วนกรณีที่นาซาต้องการคำตอบของไทยภายในวันที่ 26มิถุนายน เป็นเพราะทำเรื่องมานานแล้วแต่กระบวนการล่าช้าในช่วงการพิจารณาของกระทรวงต่างประเทศ ทำให้มีเวลาเตรียมโครงการน้อย"นางนริศรากล่าว

ด้านนางบุศราศิริ ธนะ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สาเหตุที่นาซ่าเลือกเข้ามาศึกษาในช่วงนี้เพราะไทยได้รับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พอดีซึ่งเป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมกับการตรวจ ฝุ่นควันในอากาศหรือ ละอองลอย ที่เคลื่อนที่ไปในอากาศหลายๆแห่งของโลกจะทำให้การคาดการณ์โลกร้อนใกล้เคียงกับความจริงที่สุด

นางบุศราศิริกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีข้อมูลภาคพื้นดินจากสถานีตรวจวัดภาคพื้นดิน และในชั้นบรรยากาศที่ได้ข้อมูลจากดาวเทียม แต่ยังขาดข้อมูลที่ต้องใช้เครื่องบินเก็บตัวอย่าง

นายเสริม จันทร์ฉาย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ความเห็นว่า ก่อนหน้านี้นาซามีความสนใจศึกษาสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือมีไฟป่าที่หนาแน่น และชุมชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของโลก และทำให้พายุรุนแรงมากขึ้น จึงเป็นต้นกำเนิดของโครงการ 7-SEAS ที่ต้องใช้ดาวเทียม, เครื่องบินและเครื่องวัดภาคพื้นดิน ในการปฏิบัติการ

นายเสริมกล่าวว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เพราะปัจจุบันความสามารถทางเครื่องมือของนักวิชาการไทยยังไม่สูงมากนักดังนั้นการศึกษาของนาซาจะทำให้ไทยมีองค์ความรู้ด้านบรรยากาศมากขึ้น แต่ยังไม่เห็นมีข้อเสียใดๆเลย ในขณะที่เลือกใช้อู่ตะเภาเพราะมีรันเวย์ที่ยาว มีความพร้อมด้านอาคารและสถานที่ อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร และประสานงานง่าย

"นักวิจัยนาซ่า" ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึง "นายกรัฐมนตรี" ขอร้องสนับสนุนงานวิจัยระดับโลก




เป็นประเด็นความมั่นคงที่ถกเถียงกันมากกับโครงการความร่วมมือ กับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) ในการใช้สนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี เพื่อศึกษาผลกระทบของอนุภาคแขวนลอยในชั้นบรรยากาศและสภาพภูมิอากาศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำนวน 2 โครงการแม้จะเป็นโครงการทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม

หากย้อนที่มาของโครงการนี้ เริ่มจาก การพูดคุยกันระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. กับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา จึงได้มีข้อตกลงในการศึกษาวิจัยร่วมกัน โดยได้ลงนามความร่วมมือระหว่าง นายสมเจตน์ ทิณพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กับนายชาร์ลส์ เอฟ โบลเดน ผู้บริหารจัดการโครงการ เมื่อ 28 เดือนกันยายน ปี 2553

ทั้งสองโครงการประกอบ ด้วย โครงการ The seven Southeast Studies (7 SEAS) Mission และโครงการ Southeast Asia Composition, cloud, climate coupling Regional Study (SEAC4RS)

โครงการ 7 SEAS มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของอนุภาคแขวนลอยในอากาศ (aerosol particles) ต่อชั้นบรรยากาศและสภาพภูมิอากาศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยโครงการนี้มีความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกากับนักวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคนี้ คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม โดยมี Office of Naval Research (ONR) เป็นผู้ดำเนินการหลักติดตามการเปลี่ยนแปลง

สภาพภูมิอากาศของภูมิภาคในระยะยาว, การสำรวจภาคสนาม และการศึกษาวิจัย โดยครอบคลุม 7 หัวข้อดังนี้
1.Aerosol lifecycle and air quality 2.Tropical meteorology 3.Radiation and heat balance
4.Clouds and precipitation5.Land processes and fire6.Oceanography (Physical and Biological)
7.Environmental characterization through satellite analyses, model prediction, and verification
ได้ผู้ประสานงานโครงการนี้ คือ Dr.Jeffrey S. Reid,US Naval Research Laboratory (NRL) เพื่อเข้าร่วมในโครงการ โครงการ 7 SEAS Mission โดยทาง NRL ได้มีการดำเนินการออกแบบภาคสนาม ครั้งแรกบริเวณโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในระหว่างวันที่ 3-12 มิถุนายน 2554 แต่ปัจจุบันเลื่อนออกไปจนนาซาอาจจะถอนโครงการเพราะไม่สามารถศึกษาการก่อตัวของเมฆในช่วงเวลาดังกล่าวได้

เครื่องมือวัดต่างๆ ในการใช้วัดคือ เช่น Hyper-spectral water leaving radiance, Hand held microtops และ Weather balloon เป็นต้น จากนั้นจะนำค่าที่ได้จากการสำรวจมาเปรียบเทียบกับค่าการสะท้อนแสง (Reflectance) ที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียม อาทิ MODIS, HICO, EO-1 Hyperion, และ THEOS

ส่วนอีกโครงการคือ โครงการ SEAC4 RS จะเริ่มดำเนินการในเดือนสิงหาคมและสิ้นสุดเดือนกันยายน 2555 โดยจะมุ่งเน้นการศึกษาบทบาทการไหลเวียนของลมมรสุม (Asian monsoon circulation) และ convective redistribution ต่อ upper atmospheric composition and chemistry รวมไปถึงอิทธิพลของ Biomass burning และมลพิษที่มีผลต่อระบบอุตุนิยมวิทยาในภูมิภาค

โครงการนี้จะใช้เครื่องบินทั้งหมด 3 ลำ คือ เครื่อง DC-8, ER-2, และ GV นอกจากนี้รวมอีก 1 ลำ เป็นเครื่องบินฝนหลวงของไทย ซึ่งสามารถวัด aerosol particles, atmospheric, chemistryศึกษาฝุ่นแขวนลอย การก่อตัวของเมฆ เพื่อหาความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ

การศึกษาดังกล่าวได้นำเครื่องบินมาดัดแปลงใส่อุปกรณ์เฉพาะขึ้นไปตรวจวัดทางกายภาพและทางเคมีของเมฆ อุณหภูมิ และความชื้นในชั้นบรรยากาศ พร้อมรับส่งข้อมูลเชื่อมโยงกับดาวเทียมในการตรวจความผิดปกติของชั้นบรรยากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยเครื่องบินจะขึ้นไประดับความสูงจากพื้นดินประมาณ 12 กม.

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา บอกว่า การศึกษาดังกล่าวของนาซามีมานานกว่า 20 ปีก่อน โดยกลุ่มนักวิจัยไทยมีความพยายามที่จะเข้าร่วมโครงการวิจัยกับนาซา เพื่อศึกษาอนุภาค หรือ แอโร่ซอล ในชั้นบรรยากาศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น แอโร่เน็ต เบสท์เอเชีย และเอเชียบราวน์คลาวด์ ที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน และมีสถานีตรวจวัดทั่วโลก ในอินเดีย จีน หรือแม้แต่ประเทศลาว

"สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการศึกษาคืออนุภาคฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ มีผลทำให้โลกเย็น เนื่องจากแสงอาทิตย์ผ่านมายังโลกได้น้อยลง ซึ่งคำตอบที่ได้อาจพลิกทฤษฎีโลกร้อนที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งธงอยู่ ณ ตอนนี้ ในขณะที่นาซาได้รับมอบหมายให้ดูแลภารกิจนี้โดยตรงในชื่อว่า Earth Science Program" ดร.อานนท์กล่าว และว่า ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ เป็น 1 ใน 7 ปัจจัยที่ทำให้สภาพภูมิอากาศในเอเชียเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกัน ข้อมูลของ ดร.นริศรา ทองบุญชู นักวิทยาศาสตร์ที่เคยเข้าร่วมโครงการวิจัยของ นาซาเมื่อปี 2544 กล่าวเช่นกันว่า นาซาสนใจการเคลื่อนย้ายของฝุ่นละอองลอย และได้เข้าไปศึกษาในแต่ละภูมิภาคมานานแล้ว เพราะรวมทั้งปัญหาเรื่องฝุ่นด้วย

"เขาสนใจการเคลื่อนย้ายตัวของฝุ่นเมื่อรวมกับชั้นบรรยากาศแล้วมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะชั้นบรรยากาศไม่ต่างจากหลอดทดลองที่เมื่อฝุ่นไปทำปฏิกิริยาจะเกิดปัญหาหรือไม่นั่นคือเรื่องที่เขาสนใจ"

การปฏิบัติการของ เครื่องบินทั้ง 4 ลำจึงเพื่อหาคำตอบเหล่านี้ แต่เหตุผลที่เลือกสนามบินอู่ตะเภา เพราะสะดวก เนื่องจากอยู่ใกล้ที่ตั้งของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมไทยโชติ หรือธีออส ของประเทศไทย ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เนื่องจากขณะที่ทดลองต้องมีการประสานงานกันระหว่างทีมงานทั้ง 2 ฝ่าย โดยสั่งให้ดาวเทียมถ่ายภาพไปพร้อมกับการบินขึ้นไปเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศของนาซา
นอกจากนี้ยังรวมถึงการวางแผนการบินที่ไปกลับได้เพราะไทยอยู่ตรงกลางที่จะบินไปรอบและไม่เสียเวลาสามารถเก็บข้อมูลได้ภายในเวลาที่กำหนดได้

"ความจริงเขาติดต่อที่เนปาลเอาไว้ด้วยแต่เมื่อวางแผนเส้นทางบินแล้ว พบว่า บินไปกลับไม่ได้อยู่ในเวลาที่กำหนด จึงเลือกไทยเพราะอยู่ตรงกลางรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่นอินเทอร์เน็ต มีความพร้อมมากกว่าจะเลือก ลาว กัมพูชา" ดร.นริศรากล่าว

ส่วนการวางแผนการบินนั้น จะบินประมาณ 21 เที่ยวภายในระยะเวลา 2 เดือนอาจจะเรียกได้ว่าบินทุกประมาณ 2-3 วัน โดยการกำหนดเส้นทางบินนั้น จะเกิดจากการระดมนักวิทยาศาสตร์ทั้งด้านอุตุนิยมวิทยา นักโมเดลจำลอง เพื่อประเมินเส้นทางบินเพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์การศึกษาและความปลอดภัย

"การกำหนดเส้นทางบินจึงไม่สามารถวางแผนและบอกไปเลยว่าจะบินแบบไหนเพราะต้องคำนวณสภาพอากาศในช่วงเวลานั้นด้วย"
การทำงานภายในเครื่องบินจะถูกออกแบบให้กลายเป็นห้องปฏิบัติการ โดยมีเครื่องมือวัดและเก็บอากาศตัวอย่างรอบนอกของเครื่องบินจะต่อท่อเพื่อดูอากาศเข้าไปเก็บตัวอย่างตรวจวัดซึ่ง นักวิทยาศาสตร์ที่ขึ้นไปแต่ละครั้งจำนวน 20-30 คน โดยนักวิจัยคนหนึ่งจะมีพื้นที่ของตัวเองพร้อมเครื่องมือตรวจวัด

ก่อนจะปฏิบัติหน้าที่จะมีผังการทำงานชัดเจนมีชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่จะขึ้นเครื่องพร้อมทั้งวัตถุประสงค์ในการศึกษา รวมไปถึงวิธีการศึกษาด้วย
กำหนดการศึกษาถูกตั้งขึ้นในช่วงที่เป็นเวลาที่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการก่อตัวของเมฆ ดังนั้น หากไทยไม่ตัดสินใจ อาจพลาดโอกาส ดร.นริศรา บอกว่า เขาต้องการศึกษาเรื่องการเกิดเมฆการเกิดฝน เวลาจะต้องเหมาะสม หากช้าไปเรื่อยๆ ก็อาจจะพลาดได้ เนื่องจากเขาต้องเตรียมอุปกรณ์ โดยใช้เวลา 2 เดือนในการขนของลงเรือ แต่เราก็เลื่อนก็เรื่อยๆ

"เราเล่นประเด็นอะไรกันก็ไม่รู้ ถ้าเราทำไม่ได้ มันคือพลาดเลยเพราะโอกาสที่เราจะได้ข้อมูลดิบเพื่อเอาไว้ใช้ประโยชน์มีไม่มาก" ดร.นริศรากล่าว

เช่นเดียวกับ ดร.อานนท์ที่บอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยจะเสียไปหากงานโครงการวิจัยนี้ต้องยกเลิก คือการพัฒนาคน และข้อมูล ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมมากขึ้นในส่วนของนักวิจัย ที่จะปฏิบัติภารกิจร่วมกับนาซาเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมด้านอากาศของเรา

จัดอันดับแฟชั่น ชุดแฟนซีเสื้อแดง ไอเดียร์สุดบรรเจิด

(24 มิถุนายน 2555 go6TV) - กองบรรณาธิการ go6TV เก็บตกบรรยากาศประชาชนรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 80 ปี 24 มิถุนายน 2475 ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยกิจกรรมต่างๆจัดขึ้นโดยภาคประชาชนบนถนนราชดำเนินตั้งแต่เวลาย่ำรุ่งจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันการจัดงานล่าสุดในบรรยากาศคึกคัก พร้อมแฟชั่นเครื่องแต่งกายแฟนซีที่ลานตา 


ด้วยเหตุนี้ กองบรรณาธิการ go6TV ขอจัดอันดับชุดแฟนซี บนถนนราชดำเนินที่ตื่นตาต้องใจ 10 อันดับ ดังนี้


อันดับที่ 10 ชุดท่านประธานเหมา
ชุดประธานเหมา / Photo by Peter
ด้วยสัญลักษณ์ดาวแดงที่โดดเด่นบนหมวก แฟชั่นชุดนี้ไม่สามารถพบเห็นได้จากที่ใดในประเทศไทยนอกจากที่เวทีกลุ่มคนเสื้อแดงที่เรียกกันว่า "เวทีเล็ก" เท่านั้น ทั้งนี้ ของแท้ต้องมีลายเซ็นต์ "อ.สุรชัย แซ่ด่าน" Limited Edition บนหมวกเป็นสำคัญ

อันดับที่ 9 ชุดสาวเสื้อแดง
ชุดสาวเสื้อแดง / Photo by Peter
ชุดสาวเสื้อแดง เป็นชุดที่เป็นสีเดียวกับเสื้อ กางเกง วิกผม รวมทั้งชุดชั้นใน ทำให้เป็นการแต่งกายที่ดูน่าชวนมองอย่างน่าพิศมัยถึงขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ขับร้องเป็นเพลงประจำตัวเลยทีเดียว 

อันดับที่ 8 ชุดทักษิณ
ชุดทักษิณ ชินวัตร / Photo by Peter
ชุดทักษิณ ถือเป็นชุดในดวงใจหลายๆคน เพราะ "ท่านทักษิณ ชินวัตร" เป็นนักต่อสู้ที่ต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมในสังคมไทยเป็นเวลานาน เครื่องแต่งกายชุดนี้แต่งได้ทั้งชายและหญิง และ ไม่ว่าคุณจะใส่ "หน้ากากทักษิณ" กลับด้านก็ตาม คนจำนวนมากก็เข้าใจว่า คุณคือ "ทักษิณ" อยู่ดี

อันดับที่ 7 ชุดขุนศึกหนังสติก
ชุดขุนศึกหนังสติก / Photo by Peter
ชุดขุนศึกหนังสติก เป็นอีกชุดหนึ่งที่เหมาะกับบรรยากาศเมืองร้อนแบบสยามประเทศ เพราะเป็นเครื่องแบบเปลือยอก สวมเครื่องรางและผ้าโพกหัว เขียนว่า "กูไม่เอามึง" โดยเป็นชุดที่ได้รับอิทธิพลจากนักรบสมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี โดดเด่นด้วยหนังสติกขนาดใหญ่ที่อาจจะสามารถยิงนัดเดียว "ฮ." ตกได้ 3 ลำ


อันดับที่ 6 ชุดตะเบงมาน / อันดับที่ 5 ชุดผีเสื้อแดงหวีดสยอง 


ชุดตะเบงมาน และ ชุดผีเสื้อแดงหวีดสยอง / Photo by Peter
มาคู่กันทั้งอันดับที่ 6 และ อันดับที่ 5 ทั้งชุดหญิงไทยสวมตะเบงมานออกศึกแบบไม่หวั่นโชว์หวิว กองบรรณาธิการแนะนำให้ดูใกล้ๆ เพราะหากมองจากระยะไกลจะคล้ายผีเสื้อน้ำ ส่วนชุดผีเสื้อแดง "สครีม" หวีดสยองหลอนกว่าเดิม เป็นวิวัฒนาการผีเสื้อแดงที่ปกติต้องแต่งหน้าทาตัว ในขณะที่ปัจจุบันเพียงสวมใส่หน้ากากหัวกระโหลกพร้อมเสื้อคลุมสีดำก็แปลงโฉมได้ใน 3 นาที แต่อาจจะลำบากเรื่องทานอาหารนิดหน่อย

อันดับ 4 ชุดคณะราษฎรที่ 2

Photo by Suwanna Tallek
ชุดคณะราษฎรที่ 2 ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ย้อนยุค 2475 ทั้งหมวก เสื้อ กางเกง รองเท้า ชุดนี้สวมใส่ได้แม้จะเป็นพลเรือน เพียงแต่มีข้อแม้ว่า คุณต้องถือประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร์ด้วย และไม่ควรแต่งเพียงผู้เดียว แต่ให้แต่งรวมกับเพื่อน(ผู้ก่อการ)รักไม่น้อยกว่า 5 คนด้วย จะทำให้ดูมีสง่าราศีมากขึ้น

อันดับที่ 3 ชุดอากง

ชุดอากง / Photo by Peter
ชุดอากง เป็นชุดแนวใหม่มาแรง สะท้อนความยุติธรรมในเมืองไทยได้เป็นอย่างดี ผู้ที่พบเห็นจะรู้สึกนึกถึงอากงที่จากไป ทั้งนี้ ชุดนี้ต้องถือคู่กับโทรศัพท์รุ่นที่พิมพ์ไทยไม่ได้ และ ห้ามถือไอโฟนแทนเด็ดขาด

อันดับที่ 2 ชุดปูแดง

ชุดปูแดง / Photo by Thai eNews
ชุดปูแดง สวมใส่ได้ทั้งหญิงชาย หากสวมใส่ จะมี 10 ขา (รวมก้าม) แต่หากถอดกระดองปูออก ชุดจะเหลือเพียง 8 ขา ชุดบางเบาด้วยน้ำหนักเพียงแค่ 3 กิโลกรัม!!!

อันดับที่ 1 ชุดชายชุดดำ
ชุด ชายชุดดำ / ​Photo by Peter
กองบรรณาธิการ go6TV ขอยกย่องให้ "ชายชุดดำ" เป็น "ที่สุดของที่สุด" ในการแต่งการเข้าร่วมชุมนุม หากคุณแต่งกายในชุดดังกล่าวปะปนกับผู้ชุมนุม คุณจะเป็นที่สนใจของสื่อไทยทันที เพราะคุณเป็นบุคคลนิรนามที่ไม่มีใครทราบชื่อคุณ และ "ในโลกนี้มีเพียงไม่กี่คน" ที่สามารถถ่ายรูปคุณได้ในตอนกลางวันแสกๆ คอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุดของชายชุดดำ มาพร้อมกับแนวคิด "อะไรก็กู"...


ขอขอบคุณภาพถ่าย โดย https://www.facebook.com/Puttipong2k

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"โอ๊ค" โชว์คลิปตบหน้า "อภิสิทธิ์" บอกว่าให้รับไปก่อนแก้ทีหลัง


 เมื่อ 24 มิ.ย. นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กใจความว่า วันนี้ครบรอบ 80  ปีที่คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ  แต่ประเทศไทยยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นผลพวงของเผด็จการอยู่เลย  หลายคนเรียกตามนายสมัคร สุนทรเวช  อดีตนายกรัฐมนตรีที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลม ฟันดำ คนไทยลืมง่าย  บางคนลืมไปแล้วว่าวันนั้นหลายท่านไม่อยากได้รัฐธรรมนูญ 2550  แต่เราถูกบังคับให้เลือก 2 ข้อ คือ รับรัฐธรรมนูญ  (ซึ่งทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นฉบับที่มีปัญหา) ไปก่อน  เพื่อให้มีการเลือกตั้ง แล้วไปแก้ไขเอา หรือ  2.ไม่รับรัฐธรรมนูญก็จะไม่เห็นทางออกว่าประเทศจะกลับมาเป็นประชาธิปไตยได้ อย่างไร ขอทบทวนว่าตอนที่รณรงค์ (แกมบังคับในทุกชุมชนที่ทหารเข้าถึง)  ให้รับรัฐธรรมนูญ 50 มีใครให้เหตุผลไว้อย่างไรบ้าง

 โดยนายพานทองแท้ได้ระบุชื่อเว็บไซต์ให้เปิดดูได้ในยูทูบ ความยาว 3 นาที ที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะผู้นำฝ่ายค้าน  พร้อมยกวลีเด็ดที่ถือเป็นสัญญาประชาคมของนายอภิสิทธิ์  “ผมบอกไว้เลยครับว่าถ้ามีการเลือกตั้ง แล้วผมได้รับเลือกตั้งเป็นผู้แทน  ผมจะยกมือแก้ไข รธน.ฉบับนี้"

 นายพานทองแท้ ยังแนะนำให้เปิดไปเว็บไซต์ยูทูบหนึ่ง ความยาว 7 นาที  ที่มีหลายคนพูดไปในทิศทางเดียวกันหมด สรุปว่ารัฐธรรมนูญ 50  แทบจะไม่มีใครยอมรับว่าดีเลย แม้แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ  แต่ขอให้รับไปก่อนเพราะเป็นหนทางเดียวที่จะออกจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตย  ถือว่าเป็นการเตือนความจำกันว่าใครเคยพูดเอาไว้ว่าอย่างไรบ้าง




 ทั้งนี้  ได้ยินมาว่านายอภิสิทธิ์จะจัดทอล์กโชว์เท่ๆ ถึงวิสัยทัศน์ 100 ปี  รัฐธรรมนูญ ปี 2575 ในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าจะหมายถึงอีก 20 ปี  ค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่  เพราะดูท่าทีเหมือนว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ค่อยเต็มใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่สัญญาประชาคมไว้

 “กระแสไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์กำลังฮิตครับ  ท่านอาจมองการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับผลพวงของเผด็จการ "เป็นงานศิลปะ" จึง  "ให้ผ่าน" ไปก่อน จะแก้ไขทีไรก็มีเหตุอันควรต้องเลื่อนทุกที  รัฐบาลควรเอาเวลาไปแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อนบ้าง  ควรปิดสมัยประชุมสภาบ้าง ยื่นศาล รธน.ตรวจสอบบ้าง  แต่ผมและประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่า เป็นเรื่องซีเรียสของประเทศที่ผ่านมา 80  ปี เราควรจะมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้แล้ว  พวกผมไม่ให้ผ่านครับ”

"เอแบคโพล" ตบหน้า "ปลาบู่ชนเขื่อน" ระบุชัด " 63.5% ควรให้นาซ่าเข้ามาใช้อู่ตะเภา"




สำนักวิจัยเอแบคโพล เผยผลสำรวจเชิงวิจัยเรื่อง วัดคอการเมืองต่อประเด็นร้อนทางการเมือง และโครงการความร่วมมือขององค์การนาซา ในประเทศไทย จากประชาชน 1,284 ตัวอย่าง พบว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.2 เห็นด้วย ที่ไทยควรมีระบบเตือนภัยทางธรรมชาติ

เรื่องการใช้สนามบินอู่ตะเภา
ร้อยละ 63.5 เห็นว่าควรที่จะให้นาซ่าเข้ามาใช้สนามบินอู่ตะเภา และช่วยศึกษาด้านการก่อตัวของชั้นบรรยากาศโลก
ขณะที่ร้อยละ 36.5 ไม่เห็นด้วย

ส่วนประเด็นการเมือง
ประชาชนร้อยละ 78.2 มองว่า การเมืองร้อนแรงค่อนข้างมากถึงมากที่สุด อาทิ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ปรองดอง การครบคณะรัฐมนตรี การชุมนุมประท้วง

ขณะที่ ร้อยละ 59.6 ไม่ผิดหวังต่อการทำงานของรัฐบาล และรัฐบาลมาถูกทางแล้ว ส่วนการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะร้อยละ 40.4 รู้สึกผิดหวังกับการทำงานของรัฐบาล และแก้ปัญหาประชาชนไม่ต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ร้อยละ45.3 ประชาชนให้รัฐบาลทำงานต่อ

ร้อยละ 25.6 มองว่า ถึงเวลาปรับคณะรัฐมนตรี

ร้อยละ 11.3 ควรที่จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

และร้อยละ 10.4 ควรดึงพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้าร่วมรัฐบาล

"Dr.Hal Maring" NASA ยืนยัน "กรณีอู่ตะเภาเป็นโครงการวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่โครงการทหาร"



Dr.Hal Maring นักวิทยาศาสตร์นาซ่า ให้สัมภาษณ์กรณีองค์การนาซ่า จะมาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์จริงๆ ไม่เกี่ยวกับทหาร

นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่า 35 คนได้ประชุมด่วนกับ ดร.นริศรา ทองบุญชู และ ดร.ปรีสาร รักวาทิน จากจิสด้า เป็นสองนักวิทยาศาสตร์ไทย ที่ได้ร่วมงานกับนาซ่า

นาซ่ายืนยันว่าโครงการดังกล่าวนี้เป็นศึกษาองค์ประกอบของอากาศ ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดเมฆและอากาศ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพยากรณ์สภาวะอากาศ  ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการใช้ข้อมูลนี้เพื่อการตัดสินใจในระดับสูง

เหตุที่มาใช้ไทยเพราะมีสัมพันธ์ที่ดีกับนักวิทยาศาสตร์ไทย และนักวิทยาศาสตร์ไทยนี้เก่งมาก อีกทั้งที่เลือกอุ่ตะเภา เพราะสามารถขึ้นลงเครื่องบิน มีสถานีเติมน้ำมันเพียงพอ ดร.ฮาว ยืนยันว่าการบินทุกจุดต้องรายงานให้ไทยและทุกประเทศเกี่ยวเนื่องทราบแผนที่การบินทั้งหมด และยืนยันไม่ได้บินเข้าน่านฟ้าจีน

เมื่อ "เทวดาถือแทบเล็ต" ปะทะ "คณะราษฏร ที่ 2"

















วันนี้(24มิ.ย.2555)  เวลา 07.00 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นิสิตนักศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรวมตัวกันเป็น"กลุ่มคณะราษฎรที่สอง" ต่อต้านอำนาจนอกระบบได้จัดกิจกรรมทำความสะอาดหมุดคณะราษฎร และอ่านแถลงการณ์ปราศรัยเรื่องความล้มเหลวทางประชาธิปไตย ข้อเสนอ 6 หลักเกี่ยวกับการปกครองประเทศ พร้อมแสดงละครประกอบ เพื่อรำลึก ครบรอบ 80ปี เนื่องในการปฏิวัติการปกครองของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย 

โดยนายไท พฤกษาเกษมสุข ผู้ประสานงานกลุ่มคณะราษฎรที่สองฯระบุว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อต้องการนำเสนอภาพรวมของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครองอีกทั้งยังเป็นการสะท้อนควาอ่อนแอของการเมืองไทย จนทำให้ประชาธิปไตยไม่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังมีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ซึ่งการทำกิจกรรมในรูปแบบนี้เพื่อต้องการให้ประชาชนเกิดความสนใจ

ส่วนมุมมองทางการเมืองไทยในฐานะเยาวชนมองว่าการปรองดองในปัจจุบันในระยะยาวยังคงเป็นไปได้ยากเพราะหากคู่ขัดแย้งทั้ง2 ฝ่ายยังไม่ใครยอมถอย ขณะที่ในระยะสั้นก็อาจมีความรุนแรงทางการเมืองได้อีก 

ด้านการรักษาความปลอดภัยในการทำกิจกรรมเจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจนครบาลดุสิต ประมาณ 30 นายได้มาคอยดูแลความปลอดภัย เพื่อป้องกันมือที่ 3ที่อาจจะเข้ามาก่อความวุ่นวาย

"ปกรณ์-เพื่อไทย" คว้านายกฯ อบจ.เชียงใหม่เกิน 4 แสนคะแนน





หลังปิดหีบเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักอย่างมากประชาชนชาวเชียงใหม่ให้ความสนใจหลั่งไหลกันออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวนมาก นายสุชาติ ใจภักดี ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.เชียงใหม่  เปิดเผยว่า  ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงปิดหีบเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วน จ.เชียงใหม่ และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจ.เชียงใหม่  พบว่ามีเรื่องแจ้งร้องเรียนเข้ามายังกกต.เพียง 1 ราย โดยผู้สมัครนายก อบจ.หมายเลข 2 คือนายถาวร เกียรติไชยากร  ได้มอบหมายให้ตัวแทนเข้ามายื่นเอกสารร้องคัดค้าน โดยมีประเด็นหลักกล่าวหาว่าผู้สมัครหมายเลข1 คือนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีต นายก อบจ.คนก่อนโจมตีใส่ร้ายตนเอง  อย่างไรก็ตามเนื่องจากการเข้ายื่นร้องดังกล่าว  ทางตัวผู้สมัครหมายเลข 2 ไม่ได้เข้ามายื่นร้องเรียนด้วยตัวเอง และไม่ได้มีการทำหนังสือมอบอำนาจมา  ดังนั้นจึงถือว่าคำร้องที่นำมายื่นไม่สมบูรณ์ และไม่เป็นไปตามระเบียบของ กกต. สำหรับช่วงบ่ายตนเองนำเจ้าหน้าที่ กกต.  เดินทางออกไปตรวจสอบความเรียบร้อยตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ก็ไม่มีรายงานเหตุการณ์ใดๆโดยคาดการณ์ว่ามีประชาชนชาวเชียงใหม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันประมาณ 70 เปอร์เซ็น และล่าสุด ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการปรากฏว่า หมายเลข 1 ได้รับคะแนนสูงสุดที่  400584 คะแนน จากพรรคเพื่อไทย ทิ้งห่างผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้คะแนนเพียงแค่ 148613 คะแนน 

"ชวนนท์-เลี้ยงแกะ" นักวิจัยนาซ่าบอก "ยังไม่มีการขนส่งอุปกรณ์ใดๆเข้าอู่ตะเภา"



ผู้สื่อข่าวชื่อดัง “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ได้ทวิตข้อความลงในทวิตเตอร์ส่วนตัว กรณีข่าวเรื่อง นาซ่าและอู่ตะเภา มีข้อความที่น่าสนใจมาก จึงขอนำมาถ่ายทอดให้ฟังดังนี้

“ฟังจากข้อมูลนักวิทยาศาสตร์แล้วเข้าใจถึงความตั้งใจและวิธีการทำงานของนาซ่าแต่ในฐานะสื่อก็ไม่สามารถชี้แจงแทนได้จึงขอเล่าจากข้อเท็จจริงที่ฟังมา

จากการสัมภาษณ์ Dr.Hal Maring นักวิทยาศาสตร์นาซ่าพอจะสรุปข้อเท็จจริงได้ดังนี้


1.Hal บอกว่าโครงการนี้เป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ตามชื่อSoutheast Asia Composition, Cloud, Climate Coupling Regional Study (SEAC4RS)

2.SEAC4RSจึงเป็นการศึกษาเรื่องการก่อตัวของเมฆ ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

3.Hal บอกว่าเดิมจะไปตั้งฐานที่สุราษกร์ธานีเพราะสามารถบินชายฝั่งทะเลได้ง่ายแต่ไม่มีโรงเก็บเครื่องบิน รันเวย์สั้นมีปัญหาเรื่องเติมน้ำมัน
4.Hal บอกโครงการนี้จะศึกษาเรื่องฝุ่นละอองการก่อตัวของเมฆเป็นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆไทยสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

5.ในที่สุดนาซ่าเลือกสนามบินอู่ตะเภาเพราะเหมาะสมในเรื่องที่ตั้งและความสะดวกในการทำงาน Hal บอกว่าในทางปฏิบัติไม่มีทางจะจารกรรมข้อมูลได้

6.Hal บอกรู้ข่าวทางไทยกลัวเรื่องความมั่นคงก็เป็นกังวลแต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับทหาร

7.สาเหตุที่นาซ่าขอคำตอบจากไทยภายใน26มิ.ย.นี้ Halบอกว่าต้องใช้เวลาขนอุปกรณ์ทางเรือ2เดือนเมื่อไทยยังไม่อนุมัติจึงเลือนตารางงานออกไป

8.Hal บอกว่าได้เลื่อนตารางงานไปแล้วการขอคำตอบภายในอังคารนี้จึงเป็น HARD DEAD LINE จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรจนกว่าจะได้คำอนุญาติจากไทย

ทางด้าน ดร.นริศรา ทองบุญชู อ.วิศวกรรมศาสตร์ ม.ลาดกระบังเป็นนักวิจัยไทยที่ทำงานร่วมกับนาซ่าบอกว่านาซ่ายังไม่ขนส่งอุปกรณ์ใดๆจนกว่าไทยจะอนุมัติ

ดร.นริศราบอกว่จากการทำงานร่วมกับนาซ่ายังไม่พบประเด็นใดที่จะเป็นอันตรายกับไทยแต่ไทยจะได้ประโยชน์จากข้อมูลของนาซ่ามากกว่า

มีอีกประเด็นหนึ่งวันก่อนนั่งฟังดร.นริศราประชุมผ่าน teleconference กับ 35 นักวิทยาศาสตร์นาซ่า ที่ประชุมต่างถอนหายใจเรื่องต้องเลื่อนตารางงาน

ดร.นริศราบอกว่านาซ่าใท้เครื่องบิน ER2 ศึกษาmarine convection หรือปรากฏการณ์ที่มวลอากาศจากทะเลถูกพาเข้าไปสู่ชั้น trospopher และชั้นstratophereซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่10 km ว่าเป็นอย่างไร

วันนี้ดร.อานนท์บอกว่านาซ่าไม่ได้เลือกประเทศไทยแต่เลือกศึกษาฝุ่นละอองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดร.อานนท์บอกว่าหากนาซ่าไม่ได้ตั้งฐานในไทย ไทยก็ไม่ได้เสียอะไรแค่เสียโอกาสที่จะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการพยากรณ์อากาศและภาพดาวเทียม

ดร.อานนท์บอกว่าข้อมูลฝุ่นละอองในsouth east asia มีความสำคัญต่อการศึกษาอากาศโลกเพราะเป็นพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองมากที่สุด

ดร.อานนท์บอกว่าไทยมีปัญหาฝุ่นละอองเพราะเจอหมอกควันไฟป่าทั้งจากอินโดมาทางใต้และจากทางภาคเหนือดังนั้นหากนาซ่าถอดข้อมูลจำนวนฝุ่นละอองมาได้ก็ดี

เรื่องวิทยาศาสตร์นั้นอธิบายสั้นๆยากนะแยมฟังนักวิทยาศาสตร์แล้วเข้าใจนะแต่ข่าวทีวีเอาเรื่องยากมาอธิบายในเวลาแค่5นาทีมันเป็นเรื่องยาก

ที่เล่ามาทั้งหมดก็แค่แชร์ข้อมูลที่รับฟังมาเท่านั้นนะคะประเด็นนาซ่ามีหลายแง่มุมที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบและต้องเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

Hal ยังบอกด้วยว่าการเก็บตย.ฝุ่นละออง เมฆ จะถอดข้อมูลเป็นCOMPUTER MODEL ที่รบ.ไทยนำไปใช้ตัดสินเรื่องคุณภาพอากาศได้ดีขึ้น

ล่าสุดอินโดนีเซียได้ตอบรับให้นาซ่าใช้เครื่องบินเข้าไปศึกษาอากาศเหนือน่านน้ำอินโดได้หลังกัมพูชา สิงคโปร์ตกลงไปแล้ว
เรื่องนาซ่าหากไทยไม่ให้ใช้อู่ตะเภานาซ่าก็แค่ยกเลิกโครงการนี้ในปีนี้แล้วหาประเทศใหม่ในภูมิภาคนี้เป็นฐานศึกษาแทน

ดร.ฮาลบอกว่านาซ่าัยังไม่ตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรหากไทยไม่อนุมัติแต่งานเลทไปมากหากไทยไม่ให้ก็คงต้องยกเลิกไปก่อน

ดร.นริศราเล่าให้ฟังเครื่องบินที่นาซ่าทำงานจะเอาเบาะออกแล้วจัดพื้นที่ให้นักวิทยาศาตร์เป็นบล็อกและจะเจาะท่อออกไปนอกเครื่องเพื่อเก็บตย.ในอากาศ