วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"ครูสุรยุทธ์" สอนวิชาจริยธรรม "ศิษย์เนวิน" ที่สวนกุหลาบฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อบ่ายวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ห้องประชุมอาคาร 123 ปี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี เป็นประธานเปิดห้องกุหลาบฟ้า โดยมี ดร.เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ ผู้อำนวยการโรงเรียนสวนกุหลาบฯ พร้อมทั้งคณาจารย์ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันเข้าร่วมงาน จากนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ยังให้เกียรติสอนหนังสือวิชาการสร้างผู้นำในหัวข้อ "จริยธรรม" ให้กับนักเรียนชั้น ม.4-6 จำนวน 46 คน และนอกจากนี้ ยังมีศิษย์เก่า เช่น นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ร่วมรับฟังด้วย

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า สิ่งที่อยากจะฝากน้องๆ ไว้ คือการทดแทนบุญคุณ เป็นเรื่องของความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อผู้พระราชทานกำเนิดของโรงเรียน ครูอาจารย์ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ และความรัก ความสามัคคีที่มีต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่คิดว่าเป็นประเพณี เป็นส่วนประกอบที่ทำให้ความเป็นชาวชมพู-ฟ้าได้รับการยอมรับโดยทั่วไป จนกระทั่งมีการพูดกันว่าเป็นเครือข่ายสวนกุหลาบที่ทรงพลัง

"พวกเราเป็นสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ พวกเราจะช่วยกันดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า ช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วไม่เอาเปรียบ มีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการสร้างความเชื่อถือ ความไว้วางใจและในที่สุดเขาก็จะยอมรับว่าท่านคือผู้นำ ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการที่คนอื่นยอมรับ แล้วมีความเชื่อถือ มีความศรัทธาต่อเรา ถ้าหากว่าท่านทำได้ นั่นหมายถึงความเป็นผู้นำที่ทุกคนมองเห็น" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว และว่า ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จำเป็นต้องมีคือ การที่ไม่ตื่นตกใจง่าย ถ้าพูดภาษาพระคือ ความมีสติ เหตุการณ์ในแต่ละครั้ง คนที่ตกใจยากหรือควบคุมสติได้จะได้เปรียบ และจะสามารถหาทางแก้ปัญหาได้เร็ว

พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวภายหลังบรรยายว่า ไม่ทราบว่า นายเนวินมาร่วมฟังบรรยายด้วย นายเนวินคงมีความผูกพันกับโรงเรียน เป็นสิ่งที่อาจบอกได้ว่าเป็นความผูกพันของนายเนวิน ต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ก็คงคล้ายๆ กับตนที่มีความผูกพัน เมื่อทางโรงเรียนต้องการให้ช่วยก็ยินดี

คลิป "ชูวิทย์" บุกบ่อนซอยกิ่งเพชร หวิดปะทะ!




 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์หัวหน้าพรรครักประเทศไทย  ได้เดินทางไปยังซอยเพชรบุรี 5  (กิ่งเพชร) ย่านราชเทวี หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน มีการเปิดบ่อนเล่นการพนันภายในซอยดังกล่าว   โดยเฉพาะที่บ่อนเจ๊เพี๊ยว หรือ บ่อนกิ่งเพชร  สถานที่การเล่นพนันที่มีผู้คนเดินทางไปเล่นพนันการอย่างคับคั่ง  จนถูกกลุ่มประชาชนในซอยและละแวกดังกล่าว โห่ไล่และกันไม่ให้นายชูวิทย์เข้าไปในพื้นที่  ซึ่งนายชูวิทย์   ได้โทรศัพท์ติดต่อกับ พลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่ไม่มีผู้ใดมา    จึงพยายามจะบุกเข้าไป พร้อมกับสื่อมวลชนที่ร่วมมาทำข่าว แต่ก็ถูกกลุ่มชาวบ้านกันตัวไม่ให้เข้า พร้อมกับขอร้องให้นายชูวิทย์ออกไป ขณะที่การจราจรดังกล่าวก็หนาแน่นคับคั่ง รถติดยาวเหยียด พร้อมได้รับเสียงบ่นจากประชาชนบริเวณดังกล่าวว่า การมาของนายชูวิทย์ทำให้พวกเขาขายของไม่ได้

จากนั้น  พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1  ก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ  และระบุกับนายชูวิทย์ว่า  จากการตรวจสอบไม่พบการเปิดบ่อนหรือลักลอบเล่นการพนันแต่อย่างใด  ซึ่งจะไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเรื่องดังกล่าว และพยายามระงับเหตุให้นายชูวิทย์ ออกจากพื้นที่ ก่อนสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายลง
 

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"ปลาบู่" เมาหมัดท้า "ดีเบต" หน้าพรรคฯไม่เกี่ยง "โอ๊คเทียม-โอ๊คแท้"



ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาเรื่องการใช้สนามบินอู่ตะเภาของนาซา ที่ยังมีหลายคนที่ใช้เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ หรือทำตัวเป็นอีแอบตามที่ต่างๆ พยายามที่จะให้ข้อมูลสร้างความสับสนให้ประชาชน ที่สำคัญคือพยายามโยนบาปให้พรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นผู้เริ่มต้น ซึ่งตนพยายามที่จะอธิบายไปหลายครั้งแล้วว่าใครจะเริ่มหรือไม่เริ่มปัญหาไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่เริ่มให้มีการใช้สนามบินอู่ตะเภาเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นเงื่อนไขที่อาจกระทบความมั่นคง ปัญหาของรัฐบาลคือไม่กล้าที่จะเดินหน้าเอง เพราะกลัวว่าตัวเองจะกระทำผิด รู้ว่าตัวเองไม่ได้เตรียมพร้อมพอที่จะเดินหน้าโครงการต่อไป เป็นความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล

"ขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหยุดสร้างความบิดเบือน หรือความเข้าใจผิดให้กับประชาชน และคิดว่าถ้าเรื่องอย่างนี้ยังอยากโต้เถียงว่าใครเป็นผู้ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้โครงการนี้ต้องพับลงไป ใครทำให้นาซาไม่สามารถดำเนินโครงการนี้ได้ ผมยินดีที่จะรับคำท้าดีเบตกับทุกคน ขอเปิดลานแม่พระธรณีบีบมวยผม ไม่ต้องถึงคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรอก แค่ผมกับคุณถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็น่าจะพอเพียง แล้วฝั่งโน้นจะเป็นใครก็ได้ เป็นรัฐมนตรี โอ๊คเทียม โอ๊คแท้ มาให้หมด อย่าฝังตัวเองอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีใครยอมรับดีเบตผม ก็ขอให้หุบปากไปเลย แล้วหยุดพูดเรื่องนี้ เงียบไปเลย อย่าทำตัวเป็นอีแอบ สร้างความขัดแย้ง สร้างความสับสนให้กับประชาชน ถ้าอยากจะชี้ให้เห็นว่า เรื่องนี้ใครเป็นผู้ที่ทำให้ชาติเสียหาย ผมเชิญที่หน้าแม่พระธรณีฯ ได้ทุกวันและเวลา หรือจะเป็นที่อื่นก็ยินดี" นายชวนนท์ กล่าว

นับถอยหลังงานครบรอบ 3 ปี "วอยซ์ทีวี"



นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อวยพรโอกาส 3 ปี วอยซ์ทีวี



นับถอยหลังงานแถลงข่าว 3 ปี วอยซ์ทีวี

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ด่วน! "ศาลอาญาระหว่างประเทศ" รับคำร้องคดีเสื้อแดงแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลาที่ 18.30 น. วันที่ 1 กรกฎาคม  ว่า นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อเต้นเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  ได้วิดีโอลิงค์ เปิดเผยว่า ในการนำคดีการสลายการชุมนุมช่วง​เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553ยื่นต่อศาลอาญาระหว่างประเท​ศ นั้นศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC  กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์   ได้รับเรื่องการสลายการชุมนุม กรณีที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งให้เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่​ จนส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำ​นวน 91 ศพ ไว้แล้ว   ซึ่งต่อจากนี้ไป จะต้องมีการรับรองเขตอำนาจของศา​ลเพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศส​ามารถพิจารณาสำนวนคดีการสลายการ​ชุมนุม

นอกจากนี้  นางธิดา  ยังเรียกร้องให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงชื่อรับรองอำนาจดังกล่าว เพื่อให้คดีดำเนินต่อไป

"ศ.ธงชัย-โรเบิร์ต" ให้สัมภาษณ์หลังให้การศาลอาญาระหว่างประเทศ



ศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล อดีตผู้นำขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519   ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน ในสหรัฐฯ  เขียนจดหมายถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี   ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเหยื่อในเหตุการณ์เมษายน - พฤษภาคม 2553  โดยเขาเป็นหนึ่งในผู้เข้าให้ข้อมูลกับอัยการ พร้อมกับกลุ่มคนเสื้อแดง 
 
โดยศาสตราจารย์ธงชัย  ได้เล่าย้อนถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีลักษณะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนในเดือนตุลาคม ปี 2516 ที่มีผู้เสียชีวิต 70 ราย และบาดเจ็บอีกนับพันคน ที่จนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีหน่วยงานใด ที่เข้าไปตรวจสอบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น 
 
จนกระทั่งเดือนตุลาคม ปี 2519 ก็เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก โดยรัฐบาลสลายการชุมนุมของประชาชนและนักศึกษา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย บาดเจ็บอีก 100 คน 
 
ซึ่งการสลายการชุมนุมดังกล่าว มีการใช้อาวุธหนัก บางคนถูกเผาทั้งเป็น ถูกข่มขืน รวมถึงการแขวนคอ ขณะที่ ผู้รอดชีวิตอีกส่วนหนึ่งก็ถูกจับตัวไปคุมขัง ซึ่งรวมถึงตัวของเขาเองด้วย ที่ถูกคุมขังนานถึง 2 ปี แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว ไม่มีใครออกมาตรวจสอบ หรือลงโทษผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทุกคนพยายามที่จะลืมเรื่องนี้ และปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านพ้นไป
 
จากนั้น ในเดือนพฤษภาคม ปี 2535 ก็เกิดเหตุการณ์แบบเดิมขึ้นอีก และมีผู้เสียชีวิตถึง 70 ราย ซึ่งแม้ว่าในครั้งนี้ จะมีการเปิดเผยรายงานการตรวจสอบคดีดังกล่าวออกมา แต่ข้อมูลบางส่วนกลับถูกเซ็นเซอร์ และบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง
 
โดยศาสตราจารย์ธงชัย ได้เรียกร้องให้ไอซีซี  ช่วยเข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์สังหารผู้ประท้วง เมื่อสองปีก่อน และช่วยนำตัวคนผิดมาดำเนินคดี เนื่องจากสถาบันหลักต่างๆในประเทศไทย ไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เนื่องจากวัฒนธรรมการนิรโทษกรรมคนผิด ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก และฝังรากลึกในสังคมคนไทย
 
ศาสตราจารย์ธงชัย ระบุว่า เหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงเหตุการณ์ปราบกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง บรรดาผู้นำในสังคมไทยต่างไม่มีใครสนใจที่จะสืบสวนหาข้อเท็จจริง และเอาผิดกับผู้สั่งการสังหารประชาชน
 
ขณะเดียวกัน ระบบตุลาการในไทย ก็ไม่เคยแสดงบทบาทที่เป็นอิสระ ในการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้น เนื่องจากพวกเขายึดมั่นในหลักการที่ว่า การปฏิวัติรัฐประหาร   ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องหากทำสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้มีอำนาจไม่เกรงกลัวในการสั่งการปราบปรามประชาชน
 
โดยในเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมในเดือนเมษายน ถึงพฤษภาคม ปี 2553 ผู้นำทางการเมือง และการทหารของไทย ไม่ได้คำนึงถึงผลที่พวกเขาจะได้รับหลังการสั่งการปราบปรามประชาชน อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมการละเว้นโทษดังกล่าว ทำให้พวกเขาใช้มาตรการที่ไม่ชอบธรรม ทั้งการกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย และสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อหาความชอบธรรมในการสังหารประชาชน  
 
บทสรุปของจดหมายฉบับนี้ ศาสตราจารย์ธงชัย ยังย้ำว่า แม้ประเทศไทย จะไม่โดดเด่นในสายตาประชาคมโลก  และมีผู้เสียชีวิตไม่มากเหมือนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่การรับพิจารณาคดีนี้ จะป้องกันไม่ให้เกิดวงจรการให้อภัยผู้กระทำผิดซ้ำซาก 

"โอ๊ค" รับสมัครแฟนเพจทัวร์ยกแก๊งค์ "เยี่ยมคนแดนไกล"



มีข่าวดีมาฝากแฟนเพจทุกท่านครับ

จำที่ผมโพสต์ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มั๊ยครับที่บอกว่า ทีมงานของผมแนะนำให้จัดทัวร์
"เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" 
และผมก็บอกว่าจะไปขออนุญาตคุณพ่อก่อนแล้วจะเรียนให้ทุกท่านทราบ
เมื่อวานนี้ผมได้คุยกับคุณพ่อเกี่ยวกับเรื่องเฟสบุ๊คของผม แล้วก็เลยมาเข้าเรื่องที่ทีมงานเสนอให้จัดทัวร์ไปเยี่ยมคุณพ่อ

คุณพ่อผมตอบกลับมาทันทีเลยว่า "ยินดีต้อนรับแฟนเพจของลูก" ครับ

(เอ่อ....บรรดาแฟนเพจ "พานทองเก๊" "พานทองเทียม" ฯลฯ ไม่เกี่ยวนะครับ ของแท้ต้อง
http://www.facebook.com/oakpanthongtae?ref=ts
เท่านั้นครับ)

แถมคุณพ่อยังบอกอีกครับว่า "ถ้าโอ๊คจะชวนแฟนเพจมาเยี่ยมพ่อ โอ๊คก็ต้องเป็นเจ้าภาพเอง" (งานเข้าทันทีครับพี่น้อง)
แถมคุณพ่อยังให้เหตุผลต่อไปอีกว่า คนเค้ารักเราชอบเราถึงได้มา"กดไลค์"เป็น"แฟนเพจ"เรา เวลาใครมาว่าร้ายหรือคิดไม่ดีกับเราเขาก็เป็นเดือดเป็นแค้นไปกับเรา เราพูดอะไรไปเขาก็ส่งต่อ(share)ให้เรา ดังนั้นแฟนเพจจึงเหมือนกับผู้ที่มีบุญคุณกับเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องดูแลและตอบแทนบุญคุณนั้น ( อิอิ....รู้ได้ไง....แปลว่าคุณพ่อก็แอบตามเฟสบุ๊คผมอยู่ด้วยหรือป่าวครับ)

ผมแอบคิดในใจครับว่า "แฟนเพจผมก็คือแฟนคลับพ่อทั้งนั้นแหละครับ" ผมเขียนเฟสบุ๊คอยู่นานเป็นปีมีแฟนเพจอยู่ หมื่นกว่าคน พอโดนนักการเมืองเข้ามาแขวะ ทำให้ตกกระไดพลอยโจนต้องเขียนโต้เท่านั้น ไม่ถึง2เดือนแฟนเพจเพิ่มขึ้นมาเป็น6หมื่นกว่าคน แล้วเรื่องการเมืองในเมืองไทยก็ไม่เห็นจะ "ก้าวข้ามทักษิณ" ได้สักที พอเขียนแตะเรื่องการเมืองปั๊บ ฝ่ายค้านตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวก็โยงเข้า พ่อโอ๊คบ้าง พ่อพานทองแท้บ้าง ด่าพ่อล่อแม่กันทันที
(ลองนึกดูซิครับ คุณพ่อผมไม่ได้อยู่เมืองไทยเกือบ6ปี มีวันไหนที่พวกเขาไม่พูดถึงมั่ง)

มาเข้าเรื่องเลยดีกว่านะครับ
สำหรับผู้ที่สนใจจะไป "เยี่ยมคนแดนไกล ให้หายคิดถึง" กับผมนั้น
ผมจะพาไปโดย "ไม่คิดค่าใช้จ่าย" ครับ โดยจะจัดได้ครั้งละประมาณ 15-20คน ก็ขอเอาเป็นเวลาที่คุณพ่อเดินทางมาประเทศที่ใกล้ๆเช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า เพราะเดี๋ยวจะโดนเหมือน "ให้นาซาใช้อู่ตะเภาเพื่อแลกวีซาอีก" เพียงขอให้ท่านมีพาสปอร์ตนะครับ ซึ่งครั้งต่อไปก็น่าจะประมาณอีก3-4อาทิตย์ ข้างหน้านี้ บุคคลที่จะได้รับเลือกให้ไปด้วยกัน คร่าวๆก็จะคัดมาจาก
1. แฟนเพจที่คอมเม้นท์แล้วเข้าตาทีมงาน ประมาณ3-5ท่าน
2. แฟนเพจที่แชร์และส่งข่าวให้เพื่อนๆอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ท่าน
3. แฟนเพจที่เพื่อนแฟนเพจด้วยกันคอมเม้นท์เชียร์ให้เป็นตัวแทนไป3-5ท่าน
4. จับสลากจากแฟนเพจทั้งหมดอีก 5ท่าน


คร่าวๆประมาณนี้นะครับ
รายละเอียดต่างๆจะให้ทีมงานไปตระเตรียม และจะโพสต์ให้ทราบเร็วๆนี้ครับ

"มัลลิกา" แหลได้โล่ "พานทองแท้ตัวปลอม!" อ้างสื่อฯตกงานรับจ้างเขียนให้




มัลลิกา ตอแหลได้โล่ อ้างตาทิพย์เห็น " โอ๊คเฟสบุคตัวจริงเป็นนักข่าวตกงาน" อัด สืบสันดานพ่อ - อาปู โกหกทั่วราชอาณาจักร ไร้กึ๋นเขียนเอง จี้ ตอบ กินเงินปากถุงแบ๊งค์กรุงไทยปล่อยสินเชื่อ 9,000 ล้านให้กฤษฎามหานคร โดยมิชอบหรือไม่ ย้ำ เงินไหลเข้าบัญชี 17 ล้านบาท เข้าข่ายรับของโจร

พรรคประชาธิปัตย์ 1 กรกฎาคม 2555 นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยควรจัดสรรค์ตำแหน่งใหม่ให้นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่วางตัวเองเป็นโฆษกการเมืองคนล่าสุดของพรรคเพื่อไทยแต่อาจไม่มั่นใจที่จะยืนต่อหน้าสื่อมวลชนจังๆเพราะมีบางอย่างซ่อนอยู่จึงได้แค่ทำตัวลับๆล่อๆผ่านเฟสบุคส่วนตัวเท่านั้น โดยรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า นายพานทองแท้อาจสืบสันดานพ่อและอาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมามากพอควรทำให้ติดนิสัยโกหกทั่วราชอาณาจักรแม้แต่ตัวตนในเฟสบุคก็มีนักข่าวแก่ตกงานอยู่เบื้องหลังร่างบทให้ใช่หรือไม่ เพราะสามารถจับโกหกได้จากภาษาที่ใช้ คำเชื่อมที่ใช้ในการเขียน คำส่อเสียดที่ใช้ล้วนเป็นสำนวนคนในวงข่าวการเมือง

นางสาวมัลลิกา กล่าวว่านายพานทองแท้ตัวปลอมประจำเฟสบุคควรหยุดพฤติกรรมอคติต่อการตกงานของตัวเองโทษคนทั้งโลกแล้วใช้เฟสบุคเด็กน้อยคนหนึ่งเป็นเครื่องมือให้ร้ายผู้อื่นแม้เจ้าตัวจะสมยอมก็ตามเพราะนั่นเป็นการดูถูกสื่อมวลชนและโกหกคนไม่จบสิ้นเพิ่มการกระทำผิดทางพรบ.คอมพิวเตอร์ให้พานทองแท้เข้าไปอีก ผู้อยู่หลังฉากควรหยุดพฤติกรรมหากินกับอาชีพการเขียนบทแล้วหลบซุกในกางเกงในของเด็กคนนี้ได้แล้ว

ขณะเดียวกันในฐานะเป็นพี่ที่เคยสัมภาษณ์พูดคุยกันมานั้นขอแนะนำนายพานทองแท้ว่าเอาเวลาไปตั้งรับกับบูมเมอแรงในคดีรับของโจรจากสำนวนที่อัยการสั่งฟ้องกรณีเงินกู้ 9000 ล้านบาทของธนาคารกรุงไทยจะดีกว่าเพราะความผิดพร้อมหลักฐานสำเร็จแล้วประกอบกับอายุความหลายสิบปีไม่ว่าจะมีอำนาจหรือหมดอำนาจพ่อแต่อานุความของคดีนี้ยังอยู่แน่นอนล่าสุดฝ่ายกฏหมายพรรคและฝ่ายกฏหมายผู้เสียหายกำลังเตรียมเรื่องดำเนินคดีเองแล้วโปรดเติมโตเต็มวัยและใช้สมองให้สมกับอายุของตัวได้แล้ว มีเงินมีอำนาจมีกำลังคนรอบตัวก็ใช่ว่าจะรอดพ้นได้

นางสาวมัลลิกากล่าวอีกว่า ถ้านายพานทองแท้อยากเป็นนักการเมืองจริงๆอยากเป็นนายกรัฐมนตรีเหมือนคุณอายิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะคิดว่าน่าจะได้รับมรดกทางการเมืองของพ่อมากกว่าก็ขอแนะนำว่าให้ก้าวออกมาจากเฟสบุคเปิดตัวในที่สว่างแสดงภูมิปัญญาให้สัมภาษณ์อย่างจริงจังต่อหน้าไมค์ของสื่อมวลชนอย่างชาญฉลาดเปิดตัวทำงานการเมืองไปเลยอาจทำได้ดีกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ก็เป็นได้อย่าปล่อยให้เหลือบเกาะกินอยู่ตลอดชีวิตเยี่ยงนี้

"โตได้แล้วเพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเราจนแก่เฒ่า อำนาจก็ไม่ได้อยู่กับเราไปจนตาย มีเงินทองมากมายกองไว้ถ้าใช้ไม่เป็นปล่อยขบวนเหลือบเกาะอย่างนี้ไม่นานก็อาจไม่มีแผ่นดินอยู่เหมือนพ่อก็ได้ แล้วอย่าลืมว่าคดีรับของโจรจากเรื่องกรุงไทยคุณโอ๊คพลาดเพราะใคร ใช่เหลือบที่แฝงมาเป็นพวกเป็นเพื่อนในยามที่พ่อมีอำนาจใช่หรือไม่" นางสาวมัลลิกากล่า

เพื่อไทย ฉะอภิสิทธิ์ ต้องถามตัวเองว่าทำเลวอะไรไว้ ประชาชนจึงออกมาขับไล่ทั้งแผ่นดิน


ร.ท หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พรรคประชาธิปัตย์ โจมตีพรรคเพื่อไทยว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ชาวปทุมธานีออกมาขับไล่ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างตั้งเวทีปราศรัย รวมทั้ง ทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาล โดย เฉพาะ น.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่ง ร.ท หญิง สุณิสา ระบุว่า หาก นาย อภิสิทธิ์ อยากรู้ว่าทำไมถึงถูกประชาชนออกมาขับไล่ นาย อภิสิทธิ์ ไม่ควรไปถามคนอื่น แต่ต้องย้อนถามตัวเองว่า ที่ผ่านมา นาย อภิสิทธิ์ ทำความเลวอะไรเอาไว้กับประชาชนและประเทศชาติหรือไม่ จึงทำให้ นาย อภิสิทธิ์ กลายเป็นเสมือน “คนไม่มีแผ่นดินเหยียบ” เพราะไปที่ไหน ก็ถูกประชาชน “ออกมาขับไล่ทั้งแผ่นดิน”

โดยเฉพาะเวลาที่นาย อภิสิทธิ์ เดินทางไปในพื้นที่นอกเขตอิทธิพลของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเกณฑ์มวลชนมาจัดฉากต้อนรับได้ จึงทำให้ประชาชนแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา เพียงแต่เป็น ความรู้สึกที่เกลียดแค้นชิงชังต่อ นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจเป็นเพราะ ประชาชนยังจำได้ว่า รัฐบาลของ นาย อภิสิทธิ์ ได้ปราบปรามประชาชนเสียชีวิตถึง 98 ศพ บาดเจ็บ 2,000 กว่าคน แต่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ และไม่เคยขอโทษประชาชนเลย ทั้งยังโยนบาปให้ประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

นอกจากนี้ ประชาชนอาจรับไม่ได้กับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจหลายอย่างของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ฉุดกระชากลากแขน และขว้างปาแฟ้มเอกสารใส่ประธานรัฐสภา รวมทั้ง การที่ นาย อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้ลูกพรรค บีบคอ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งยังไม่สะทกสะท้านที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นั่งดูคลิปโป๊ในมือถือระหว่างประชุมสภา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนออกมาขับไล่ นาย อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นความรู้สึกของประชาชนล้วน ๆ โดยไม่ได้จัดฉาก และไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาล

สำหรับที่ผ่านมา เวลาที่ นาย อภิสิทธิ์ ถูกชาวบ้านขับไล่ ก็จะต้องพยายามโยงว่า น.ส ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่เบื้องหลังเสมอ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่น่าขบขันและเป็นไปไม่ได้ เนื่องจาก นาย อภิสิทธิ์ ไม่เคยอยู่ในสายตา ของ น.ส ยิ่งลักษณ์ เลยแม้แต่น้อย น.ส ยิ่งลักษณ์ ไม่มีความจำเป็นต้องลดตัวไปวุ่นวายกับ นาย อภิสิทธิ์ เห็นมีก็แต่ นาย อภิสิทธิ์ เท่านั้น ที่ชอบมาจุ้นจ้านเรื่องของ นส ยิ่งลักษณ์ ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง เสื้อผ้า หน้า ผม ทั้ง ๆ ที่ ไม่เกี่ยวกับการบริหารประเทศ แต่ นาย อภิสิทธิ์ จะคอยจับจ้อง น.ส ยิ่งลักษณ์ ในทุกอิริยาบถ จนบางครั้งเหมือนคนเป็นโรคจิต

เพราะ นาย อภิสิทธิ์ คอยนับแม้กระทั่งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปลี่ยนเสื้อผ้าไปแล้วกี่ชุด ดังนั้น การที่ นาย อภิสิทธิ์ ดึง น.ส ยิ่งลักษณ์ มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็เพื่ออัพเกรดตัวเองเท่านั้น ซึ่งพรรคเพื่อไทยขอเตือนว่า นาย อภิสิทธิ์ ไม่ควรยกตัวเองมาเทียบกับ น.ส ยิ่งลักษณ์ เพราะวันนี้ นาย อภิสิทธิ์ ไม่มีราคามากพอ ดังนั้น จงอย่าเอาสังกะสีที่ขึ้นสนิมไปถูกับเพชร เพราะจะเสียเวลาเปล่าๆ อันที่จริง คนอย่างนาย อภิสิทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นคู่ชกของ จ่าประสิทธิ์ ส.ส. สุรินทร์ ของพรรคเพื่อไทย เพียงคนเดียวเท่านั้น นาย อภิสิทธิ์ ควรเอาเวลาไปนั่งคิดคำพูดตอบโต้กับจ่าประสิทธิ์ จะดีกว่า

"เสื้อแดง" สองหมื่นล้นศาลาฯ กทม. ปราศรัยคึกคัก




เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ "เพื่อไทยพบประชาชน" ครั้งที่ 4 โดยมีประชาชนผู้สนับสนุนพรรคและคนเสื้อแดงทยอยมารับฟังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีฝนตกลงมาอย่างหนักประมาณ 30 นาที ทำให้ประชาชนต้องหาที่หลบฝน ขณะที่บางส่วนยังตัดสินใจปักหลักกางร่มหน้าเวทีเพื่อรอแกนนำปราศรัยในช่วงเย็น ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัย ได้มีการนำแผงกั้นเหล็กมากั้นโดยรอบเวทีปราศรัย และมีกำลังตำรวจดูแลอย่างเข้มงวดรอบพื้นที่
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการปราศรัยในงานราตรีสีฟ้า ที่จ.ปทุมธานีคืนวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า การแสดงออกดังกล่าวเป็นการแสดงออกทางความรู้สึกที่คนเสื้อแดงเกลียดชังนายอภิสิทธิ์และคณะที่สั่งการสลายการชุมนุมช่วงปี 2553 ซึ่งที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ ไม่เคยออกมาขอโทษและออกมารับผิดชอบต่อการกระทำ แต่จากการติดตามข่าวพบว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้กระทำผิดกฏหมาย และยืนยันไม่ได้มีใครชี้นำหรืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
นายก่อแก้ว กล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ยังส่งผลต่อความรู้สึกของกลุ่มคนเสื้อแดงและจะเป็นอย่างนี้ต่อไป หากยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ ส่วนตนในฐานะแกนนำคนเสื้อแดงก็จะขอความร่วมมือกับคนเสื้อแดงให้ควบคุมอารมณ์และแสดงออกในทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามหากพรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินคดีต่อเรื่องที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นสิทธิที่จะกระทำได้ ซึ่งตนเห็นว่า การออกมาเคลื่อนไหวการเมืองนอกสภาจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงเพิ่มขึ้น เพราะเป็นการเคลื่อนไหวตามกระบวนการของกฏหมาย
นายก่อแก้ว กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย แสดงความกังวลต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 5-6 ก.ค. นี้ ว่า พรรคเพื่อไทยมีความกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นการดำเนินการของนายสุนัย จุลพงษ์ธร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ในนามพรรคเพื่อไทย แต่ศาลกลับเรียกให้พรรคเพื่อไทยไปชี้แจง ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงดำเนินการเช่นนี้ ซึ่งส.ส.และคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย จึงไม่เชื่อมั่นในศาลรัฐธรรมนูญ และไม่สบายใจหากศาลวินิจฉัยออกมาในด้านลบ เพราะอาจนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดอีกครั้งก็เป็นได้


"หากคนเสื้อแดงจะไปฟังการไต่ส่วนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ ก็สามารถไปได้ แต่ผมขอให้อยู่ในความสงบ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ไม่เช่นนั้นเกรงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะนำไปโจมตีได้" นายก่อแก้ว กล่าว