วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปธน. เกาหลีใต้ลั่น "เกาหลีเหนือต้องชดใช้"

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานวันนี้ (29 พย.) ว่า ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวให้คำมั่นว่า ทางการเกาหลีเหนือ "จะต้องชดใช้" ต่อการกระทำอันเป็นการยั่วยุใดๆก็ตามของตนเองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังจากการโจมตีเกาหลีใต้ด้วยขีปนาวุธเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทางการจีนเร่งให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด

"ผมคงไม่สามารถระงับความโกรธเคืองที่มีต่อการกระทำอันโหดร้ายของเกาหลีเหนือ โดยมิได้ละเว้นแม้แต่ชีวิตของเด็กๆ" นายลี เมียง-บัค กล่าว

"โรงเรียนตั้งอยู่ห่างจากจุดที่ขีปนาวุธถูกยิงลงมาเพียงไม่กี่เมตร และผมก็ไม่พอใจอย่างยิ่งต่อการกระทำอันโหดเหี้ยมของเกาหลีเหนือในครั้งนี้ ซึ่งไม่คำนึงแม้แต่ชีวิตของเด็กเล็กๆ"

โดยนี่ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของเขานับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 23 พย.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย นาวิกโยธิน 2 นาย และทำให้บ้านเรือนของประชาชนบนเกาะยอนเปียงได้รับความเสียหายอย่างมาก

"มั่นใจได้เลยว่า เกาหลีเหนือจะต้องชดใช้ในการกระทำของตน"

ในการกล่าวแถลงการณ์ความยาว 7 นาทีนี้ นายลีไม่ได้ระบุถึงข้อเสนอของทางการจีนที่เร่งให้มีการเจรจา 6 ฝ่ายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่กล่าวว่า "มันเป็นการยากที่จะคาดหวังให้เกาหลีเหนือล้มเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ และการดำเนินนโยบายที่เสี่ยงต่อการเกิดสงคราม" และทางการเกาหลีใต้เห็นว่า ความอดกลั้นและอดทนรังแต่จะทำให้เกิดกระแสการยั่วยุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ สหรัฐฯและเกาหลีใต้ยังคงทำการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันเป็นวันที่ 2 เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้เกาหลีเหนือตระหนักถึงการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ของตน และความผิดในการยิงเรือรบของเกาหลีใต้จมลงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นาวิกโยธินเสียชีวิตถึง 46 นาย

"การกระทำของเกาหลีเหนือครั้งนี้ แตกต่างจากการกระทำครั้งก่อน และการโจมตีของทหารต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ เป็นการกระทำอันขาดมนุษยธรรมซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นแม้แต่ในช่วงเวลาที่เกิดสงคราม"

"ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะกระทำอะไรบางอย่าง ดีกว่าที่จะมาพูดกันแค่ 100 คำ"นายลีกล่าว โดยไม่ได้กล่าวอธิบายเพิ่มเติมใดๆถึงรายละเอียดของการตอบโต้

ทางการเกาหลีเหนือกล่าวในวันนี้ และยังคงกล่าวยืนยันว่าการซ้อมรบของเกาหลีใต้และสหรัฐฯครั้งนี้ จะนำพาคาบสมุทรเกาหลีไปสู่ "ขอบเขตแห่งสงคราม" และเรียกการกระทำนี้ว่า "เป็นการท้าทายที่รุนแรง"

ขณะเดียวกัน ทางการเขตอองจิน ซึ่งดูแลเกาะยอนเปียง ประกาศให้พื้นที่เกาะเป็นเขตห้ามเข้า และจะมีการอพยพประชาชนที่เหลือ 300 คน ออกจากเกาะให้เร็วที่สุด หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมประกาศให้ผู้สื่อข่าวทำการอพยพออกจากเกาะโดยเร็วที่สุด เนื่องจากไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยใดๆได้ หากมีการโจมตีจากเกาหลีเหนืออีก

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"สนธิ-จำลอง" จะไปได้สักกี่น้ำ???


วันที่ 28 พฤศจิกายน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้จัดการสัมมนาเครือข่ายแกนนำพรรคในเขตพื้นที่เลือกตั้ง โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ เลขาธิการพรรค ปชป. เป็นประธานเปิดการประชุม มีบรรดาแกนนำของพรรคในพื้นที่กว่า 600 คนอย่างพร้อมเพรียง

นายสุเทพ กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า ที่ผ่านมามีการออกมาเคลื่อนไหว มีการระดมมวลชนกันมากอย่างน่าตกใจ มีความวุ่นวาย 3-4 ปีมาแล้ว กลุ่มที่เคลื่อนไหวมีการพัฒนาไปมาก มีการปลุกระดม ใช้เครื่องไม้เครื่องมือ มีการใช้สื่อ วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ ยกตัวอย่าง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) มีหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ มีสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวิ มีการโฆษณาแนวทางของตัวเองทุกวัน ซึ่งวิธีดังกล่าวทำให้มีการโฆษณาได้อย่างมาก การทำดังกล่าวสามารถระดมคนเป็นหมื่นๆ ทำงานการเมืองต่อกันได้ และกลุ่มการเมืองจากหลายๆ ฝ่าย เช่น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มีแกนนำเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีสื่อสิ่งพิมพ์ มีวิทยุชุมชน และสถานีโทรทัศน์พีทีวี เมื่อถึงเวลาสามารถปุกระดมคนได้มีแสนๆ คน มีการเผาบ้านเผาเมือง มีคนตายจำนวนมาก แต่ที่น่าเสียดายคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่เฉยๆ ไม่แสดงออกอะไร


“ผมขอยืนยันว่าแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์คือระบบประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน มาจากประชาชน และทำเพื่อประชาชน วันนี้พี่น้องต้องทำหน้าที่ให้เข้มแข็ง จะปล่อยให้พวกเสื้อแดง เสื้อเหลือง ออกมาอาละวาด ทำร้ายประชาชนผิดทิศผิดทางไม่ได้อีกแล้ว ประชาธิปไตยไม่ใช่การเดินขบวน ประชาธิปไตยไม่ใช่การเผาบ้านเผาเมืองแล้วบังคับให้รัฐบาลทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราต้องพูดกับลูกเราหลานเราถึงการปกครองที่ถูกต้องคือการใช้เหตุใช้ผล มีกฎหมายเป็นบรรทัดฐาน ทุกคนต้องถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม ไม่ใช่ประโยชน์ของทักษิณ(ชินวัตร) ไม่ใช่ประโยชน์ของสนธิ(ลิ้มทองกุล) "


" ถ้าถามผมๆ ว่าสองคนนี้พอกันเลย นี่พูดอย่างเปิดเผย เพราะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ใช่ประเทศไทยเป็นที่ตั้ง ปัจจุบันได้แสดงตัวตนออกมาแล้ว 2 ปีด่าผมทุกวัน ผมก็เฉย มา 4-5 วันด่าอภิสิทธิ์ บอกว่าอภิสิทธิ์เนรคุณ ได้เป็นนายกฯ เพราะมัน แต่ไม่จริงเพราะไม่ได้เข้าไปยกมือในสภาเลย นี่ชัดเจน มีปัญหาวันนี้เพราะบังคับห้ามให้อภิสิทธิ์ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อประโยชน์ของมัน แต่ทำไม่ได้เพราะนายกฯต้องทำเพื่อประเทศไทย ประชาชนคนไทย ไม่ใช่ของใครกลุ่มใด"


นายสุเทพ กล่าวต่อว่า กำลังชี้ให้เห็นว่า ขบวนการของคนเหล่านี้และบริวารของคนเหล่านี้กำลังเป็นอันตรายกับประเทศ ตนทำบ้านเมืองสงบมาดีๆ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศอีกว่าวันที่ 11 ธันวาคมจะชุมนุมใหญ่อีกแล้ว ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราจะต้องแสดงพลัง แสดงความเป็นปึกแผ่นของเรา พลังประชาชนถึงแม้เป็นพลังเงียบแต่ถ้าไม่สนับสนุน ก็ให้สนธิ–จำลองไปเดินสองคนดูว่าจะไปสักกี่น้ำ คนที่จะไปจากบ้านเราๆ ห้ามหมด คนที่มาจากที่อื่นก็ทำเหมือนกัน ดูว่าจะทำไงได้ บางทีพี่น้องประชาชนมัวแต่ทำมาหากินไม่ได้รู้ข่าวสารบ้านเมือง ไปฟังวิทยุเขา ดูทีวีเขาก็จะหลงเชื่อ มาวันนี้เราต้องมาพัฒนาความสามารถของเรา จะให้พวกนี้มาทำปู้ยี้ปู้ยำบ้านเมืองไม่ได้

โฟนอินสดๆ "จักรภพ เพ็ญแข" จากจันทบุรี


www.go6tv.com สดๆจากจันทบุรี

เมื่อเวลา 21.15 น. ที่ผ่านมา นายจักรภพ เพ็ญแข ได้โฟนอินเข้ามายังเวทีเสื้อแดง ปราศัยต่อพี่น้องราวๆ 5000 คน โดยมีใจความสำคัญโดยสรุปว่า

"ท่านให้ความสำคัญกับการมาจัดงานที่จังหวัดจันทบุรี เนื่องจากจังหวัดจันทบุรีในอดีตเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน เสด็จมาพัก กองทัพและรวบรวมกองทัพประชาชน เดินเท้าต่อสู้ก่อนเข้ากรุงศรีอยุธยากอบกู้เอกราช ท่านเป็นสามัญชนคนแรกในประวัติศาสตร์ได้รับการยอมรับจากประชาชนให้ขึ้นครองราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ เป็นมหาราช แต่กลับโดนอำมาตย์เก่าแก่สืบเชื้อสายจากอยุธยา ก่อการวางแผนรัฐประหาร จับพระองค์ประหารชีวิต ถูกห่อในผ้ากำมะหยี่สีแดง เลือดท่านที่ไหลหยดลงตกต้องแผ่นดินก็สีแดง เป็นการแสดงถึงเชื้อชั่วที่ไม่ยอมตาย"

หลังจากท่านพูดได้สักประมาณ ไม่ถึง 10 นาที ปรากฏว่าสัญญาณการถ่ายทอดโดนบล็อค หรือโดนสัญญาณรบกวนบางประการจึงไม่สามารถถ่ายทอดสดเสียงต่อได้


เฮี้ยน!! วัดไผ่เงิน สิงร่างนักศึกษาตีอกชกตัว


นายพิชิต วัฒนโชติวงษ์ อายุ 62 ปี ประธาน อปพร.เขตสาทร ซึ่งเดินทางมาช่วยงานกับทางวัด เปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พบซากทารกซุกซ่อนอยู่ในโกดังวัดถึง 2,002 ศพ ตนก็พาทีมงานเดินทางมาให้ความช่วยเหลือท่านพระครูวิจิตรสรคุณ เจ้าอาวาส โดยจัดคนไปดูแลชาวบ้านที่เดินทางมาวางเครื่องเซ่นหน้าโกดังเก็บศพ คอยให้คำแนะนำเรื่องการจุดธูปเทียนและสอดส่องพวกมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาหากิน ทั้งนี้ 3-4 วันที่ผ่านมามีผู้คนหลากหลายอาชีพเดินทางมาเซ่นไหว้จำนวนมาก รวมถึงกลุ่มพ่อค้าเเม่ค้าเศรษฐีที่เป็นเจ้าของกิจการบนห้างมาบุญครองและทำธุรกิจค้าเสื้อผ้าย่านสำเพ็ง ก็เดินทางมากันหลายรอบพร้อมบอกข้อมูลกับตนว่า ชักชวนกันมาไหว้วิญญาณทารกตั้งแต่วันแรกๆ ที่พบศพแล้ว พอกลับไปขายของดีเป็นเทน้ำเทท่าจากเดิมได้วันละ 1-2 หมื่นบาท ช่วงนี้ยอดกำไรพุ่งเป็นแสน ทำให้หลายคนย้อนกลับมาและซื้อข้าวของเครื่องใช้ชุดใหญ่มาให้ทารกทั้ง 2,002 ศพ เป็นการตอบแทนจำนวนมากจนขณะนี้บริเวณรอบๆ โกดังแทบไม่มีที่วางเครื่องใช้เหล่านี้แล้ว

ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น. ขณะที่ผู้สื่อข่าวเดินไปสังเกตการณ์บริเวณศาลา 2 ด้านหลังเมรุซึ่งเป็นที่ตั้งของ ด.ช.ทอง ด.ช.เงิน และ ด.ญ.นาค เหล่าประติมากรรมทารก 3 องค์ที่ นายลักษณ์ เรขานิเทศ หรือ “หมอลักษณ์ ฟันธง” นำมาเป็นตัวแทนวิญญาณทารกให้ประชาชนกราบไหว้บูชา ปรากฏว่า พบ น.ส.เฟิร์น (นามสมมุติ) อายุ 16 ปี นักศึกษาชั้น ปวช.ปี 1 วิทยาลัยธนบุรี ซึ่งเดินทางนำเครื่องเซ่นมาวางให้ประติมากรรมทั้ง 3 องค์เหมือนชาวบ้านทั่วไป แต่จู่ๆ น.ส.เฟิร์น ก็แสดงอาการเพ้อพูดจาเป็นภาษาเทพ ร้องไห้โฮใช้มือตีอกชกตัวคล้ายเด็กถูกขัดใจ ทำให้ญาติๆ ที่มาด้วยกันต้องปลอบประโลมเป็นการใหญ่ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ก่อนที่เหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

จากการสอบถาม นางพรทิพย์ อณุพันธ์ อายุ 38 ปี มารดา น.ส.เฟิร์น กล่าวว่า ตั้งแต่เลี้ยงลูกสาวมาก็เห็นเป็นเด็กร่าเริงปกติจนกระทั่งเมื่อวันเกิดอายุครบ 15 ปี ของน้องเฟิร์น ปีที่แล้วขณะกำลังตัดเค้ก จู่ๆ น้องเฟิร์น ก็มีอาการกระสับกระส่ายร้องฟูมฟายคล้ายถูกผีเด็กเข้า เป็นอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นจึงไปหากุมารมาเลี้ยงที่บ้านแล้วก็มักเกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ทุกครั้งที่น้องเฟิร์น พบเจอรูปปั้นกุมารหรือรูปสักการะของทวยเทพต่างๆ อาทิ พระพิฆเนศร์ จนกระทั่งตนและญาติๆ ทุกคนทราบข่าวพบศพวิญญาณทารกจำนวนมากที่วัดแห่งนี้จึงตัดสินใจพากันนำของเล่น ขนม และน้ำหวานมาเซ่นไหว้เป็นครั้งแรก แต่แล้วเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นอีกเนื่องจากเมื่อตอนอยู่บนรถระหว่างเดินทาง น้องเฟิร์น กลับเป็นผู้บอกทางให้คนขับพามาถึงที่หมายทั้งที่ไม่มีใครเคยเดินทางมาที่วัดไผ่เงินโชตนารามแต่อย่างใด

ด้าน น.ส.เฟิร์น กล่าวว่า ไม่เข้าใจและสาเหตุไม่ได้เช่นกันว่าทำไมที่ผ่านมาตัวเองเป็นแบบนี้ แต่พอทราบข่าวดังจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีความรู้สึกอยากมาทำบุญมาก และเมื่อได้มาถึงสมใจก็ชักชวนแม่ และญาติๆ ไปจุดธูปไหว้ศาลเจ้าที่และบริเวณหน้าโกดังเก็บศพก่อน จากนั้นค่อยเดินมาที่ศาลา 2 เพื่อวางเครื่องเซ่นประติมากรรมทารก 3 องค์ แต่ระหว่างที่ตนกำลังจุดธูป ก็เกิดอาการมือสั่นตัวสั่นจนต้องให้แม่ปักธูปลงกระถางให้ พอแม่ปักธูปปุ๊บ ก็เกิดอาการไม่รู้สึกตัวและแสดงอาการดังกล่าวออกมา

โพลล์ตบหน้า! 78 % บอกโกงเพิ่มมากถึงมากที่สุด



นายธนวรรธน์ เปิดเผยถึงการสำรวจทัศนคติต่อสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นของไทยเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.4 เห็นว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 16.3 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และร้อยละ 15.7 เห็นว่าเท่าเดิม และร้อยละ 5.6 เห็นว่าลดลงเล็กน้อย ส่วนผลกระทบในแง่ลบต่อการดำเนินธุรกิจ ส่วนใหญ่ร้อยละ 44.2 เห็นว่ามีผลกระทบมาก ร้อยละ 29.5 เห็นว่ามีผลกระทบน้อย ร้อยละ 23.3 เห็นว่ามีผลกระทบเล็กน้อย และร้อยละ 3.1 เห็นว่าไม่มีผลกระทบ

ส่วนทัศนะความเห็นต่อประเด็นที่ว่าการทำธุรกิจจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ทางราชการ นักการเมือง เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จนั้น ผู้ตอบส่วนใหญ่ร้อยละ 43.8 เห็นว่า เป็นจริงเกือบทั้งหมด ร้อยละ 23.4 เห็นว่าเป็นจริงปานกลาง และร้อยละ 22.7 เห็นว่าเป็นจริงเกือบทั้งหมด ร้อยละ 5.5 เป็นจริงน้อย ร้อยละ 3.1 เป็นจริงน้อยที่สุด และร้อยละ 1.6 ไม่เป็นจริงเลย

สำหรับผลสำรวจว่าผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ นักการเมืองที่ทุจริต เพื่อให้ได้สัญญาหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 79.7 มีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ ร้อยละ14.8 ไม่ทราบว่าจะต้องมีการจ่ายเพิ่มพิเศษ และร้อยละ 5.5 ไม่มีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ

สำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.6 มีการจ่ายเงินมากกว่าร้อยละ 25 ส่วนใหญ่ร้อยละ 30 มีการนำเงิน ร้อยละ 25 ของรายรับมาจ่ายเป็นเงินเพิ่มพิเศษ รองลงมา ร้อยละ 23.5 นำเงินรายรับร้อยละ 16-25 มาจ่าย ร้อยละ 17.6 นำรายรับร้อยละ 11-15 มาจ่าย ส่วนอัตราการจ่ายเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ18.7ของรายรับ


ส่วนการสำรวจความเห็นประเด็นที่ว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของไทย เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน พบว่า ร้อยละ 77.2 เห็นด้วยมากที่สุด รองลงมา ร้อยละ 19.7 เห็นด้วยมาก ร้อยละ 2.4 เห็นด้วยปานกลาง และร้อยละ 0.8 เห็นด้วยน้อยที่สุด.-


"Red Shirt Protesters" (การประท้วงของคนเสื้อแดง) คว้าสุดยอดนักบันทึกภาพข่าวแห่งปี


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โรเจอร์ อาร์โนลด์ ช่างภาพชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ผู้บันทึกภาพข่าวเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารของรัฐบาลไทยกับผู้ชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา กลายเป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัล "รอรี่ เป๊ค นิวส์ อวอร์ด" ซึ่งมอบให้แก่ช่างภาพอิสระผู้เสี่ยงชีวิตของตนเองเข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ในสถานที่อันตรายทั่วโลก


โดยอาร์โนลด์ได้รับรางวัลรอรี่ เป๊ค นิวส์ อวอร์ด ในสาขาผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ข่าวยอดเยี่ยม จากผลงานภาพเคลื่อนไหวที่มีชื่อว่า "เร้ด เชิร์ตส์ โปรเทสต์" (การประท้วงของคนเสื้อแดง) ซึ่งเคยแพร่ภาพผ่านทางเว็บไซต์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล หรือ wsj.com มาก่อนหน้านี้


คณะกรรมการตัดสินรางวัลระบุว่าภาพข่าวของอาร์โนลด์เป็น "ผลงานอันทรงพลังและสามารถเก็บใจความสำคัญได้อย่างครอบคลุม"


"หากคุณจะคาดหวังอะไรจากช่างภาพสื่อมวลชน คุณก็ต้องคาดหวังถึงภาพข่าวที่มหัศจรรย์ โรเจอร์ได้แสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และความกล้าหาญ เขาเปิดเผยเรื่องราวจากทุกแง่มุม ทุกสถานที่ และคุณไม่สามารถจะเรียกร้องอะไรจากเขามากไปกว่านี้อีกแล้ว" กรรมการตัดสินรางวัลรายหนึ่งกล่าว

วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ความจริง-การเมือง-กฎหมายหมิ่น ในทรรศนะ "เดวิด สเตรกฟัสส์" "กฎหมายนี้ใช้เป็นอาวุธทางการเมืองก็ว่าได้"

บทสัมภาษณ์พิเศษ เดวิด สเตรกฟัสส์


ปฏิบัติการเกาะติดและสะกดรอยผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้มข้นยิ่งขึ้น

ในปรากฏการณ์ความขัดแย้งเหลือง-แดงกว่าครึ่งทศวรรษ "คดีหมิ่น" ขึ้นสู่ศาล 430 คดี

ขณะนี้จำนวนคดีหมิ่นพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ

"ประชา ชาติธุรกิจ" ติดตาม-ฉายภาพ "คดีหมิ่น" จากแว่นของ เดวิด สเตรกฟัสส์ (David Streckfuss) นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ และทำงานในฐานะนักมานุษยวิทยาในภาคอีสาน

ผู้เขียนหนังสือที่อาจหา อ่านจากเมืองไทยไม่ได้ชื่อ Truth on Trial in Thailand : Defamation, Treason, and Lese-Majeste (การดำเนินคดีกับความจริงในเมืองไทย : กฎหมายหมิ่นประมาท, ข้อหากบฏ, และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ)

- ในฐานะที่เป็นฝรั่งศึกษาประเทศไทย มองการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการเมืองไทยอย่างไร

ช่วง นี้ไม่ว่าฝรั่งหรือไทยหลายคนก็เริ่มมองเหมือนกันว่า การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เหมือนกฎหมายอื่นหลายอย่าง ถ้าเป็นหมิ่นประมาทธรรมดาก็เป็นผู้เสียหายเท่านั้นที่เป็นผู้ฟ้องร้อง แต่ในเมืองไทยไม่มีข้อจำกัด ผู้ที่สามารถฟ้องร้องบุคคลที่เขาคิดว่ากำลังหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อีกอันหนึ่งที่ไม่เหมือนกันระหว่างกฎหมายหมิ่นคนธรรมดากับหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ คือในการพิจารณาคดีของศาลหรือในยุทธศาสตร์การต่อสู้ของจำเลย ถ้าเป็นหมิ่นประมาทธรรมดามีข้อยกเว้น หากเป็นความจริงมีประโยชน์ต่อสาธารณะหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มีข้อยกเว้น

อีกอย่างหนึ่งที่แตก ต่างจากหมิ่นประมาทธรรมดาอาจจะเห็นในต่างประเทศ คือ การวิจารณ์ถึงคนที่อยู่ในสายตาสาธารณะยิ่งต้องมีข้อยกเว้นจากศาล (จากกฎหมาย) สำหรับผู้ที่ถูกพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ หรือแม้แต่ดาราหรือใครก็ตามที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ แต่กฎหมายในประเทศเหล่านั้นก็คุ้มครอง head of the state ก็ได้ หรือนายกรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งอาจจะคุ้มครองกรณีที่มีผู้ใช้คำหยาบหรือดูหมิ่น เช่น กล่าวหาว่าไปฆ่าคนอื่น หรือกล่าวหาเรื่องส่วนตัว ขณะที่ หากเป็นเรื่องสาธารณะเขาก็ไม่คิดจะฟ้อง แต่จะใช้วิธีโต้ตอบผ่านสื่อมากกว่า

ดังนั้น หลักการคือยิ่งเป็นบุคคลสาธารณะ เช่น นักการเมือง นายกรัฐมนตรี ยิ่งควรเปิดโอกาสที่จะพูดถึง

- แล้วกรณีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างไร

ประเทศ ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ประเทศอื่นก็มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหมือนกัน เช่น สเปน มีโทษจำคุกถึง 3 ปี นอร์เวย์ จำคุกถึง 5 ปี แต่มีข้อจำกัด เช่น ที่ประเทศนอร์เวย์ ถ้ามีใครดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ถ้าจะดำเนินคดีต้องมาจากความยินยอมของพระมหากษัตริย์เอง ดังนั้นก็มีวิธีการที่จะให้ผู้เสียหาย (พระมหากษัตริย์) บอกว่า อันนั้นมากเกินไปแล้วต้องดำเนินคดี

ดังนั้น หลายประเทศก็อาจจะมีเงื่อนไขว่าเรื่องต้องผ่านราชสำนัก หรือคณะ องคมนตรีก่อน คืออย่างน้อยต้องมีการกรองระดับหนึ่ง

- ผลของกฎหมายไทยที่บัญญัติแบบนี้ ส่งผลอย่างไร

การ กลั่นแกล้งเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ปัญหาคือถ้าตำรวจได้รับแจ้งความแล้ว แม้เขาจะไม่อยากฟ้อง แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะยุติการดำเนินคดีนั้น เพราะต้องสอบสวนและส่งให้อัยการอยู่ดี ส่วนอัยการก็ไม่กล้าที่จะไม่ฟ้อง ฉะนั้นเขาก็ส่งให้ศาลในที่สุด ศาลชั้นต้นก็ไม่ตัดสินชี้ขาดก็ส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ และแม้แต่ศาลฎีกาก็ดูเหมือนไม่แน่ใจว่าจะตัดสินอย่างไร ก็มี 9 คดีที่มาถึงศาลฎีกา ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังไม่ พิพากษาและแนวโน้มของกระบวนการที่ไม่มีไกด์ไลน์ก็มีแต่การส่งต่อไปจนถึงศาล ฎีกา ประเด็นคือคนที่ทำคดีก็ไม่กล้ายกคำร้อง หรือยกฟ้อง ดังนั้นกลั่นแกล้งง่ายมาก

- กฎหมายนี้ดูเหมือนถูกนำมาใช้ทางการเมืองมากกว่าจะหวังผลทางกฎหมายหรือไม่

ถ้า การเมืองอย่างแคบคือการเลือกตั้ง แต่การเมืองอย่างกว้างทุกวันนี้ทุกอย่างก็มีเรื่องอำนาจอยู่ในตัวมันเอง หมายความว่าทุกอย่างก็เป็นการเมืองอีกแบบหนึ่งมองอย่างกว้าง ถ้านิยามอย่างแคบก็คือ นักการเมืองนำกฎหมายนี้มาแกล้งกัน มาฟ้องกัน นักการเมืองอาจจะเป็นศัตรูกันจึงฟ้องกัน ถ้าจะพูดว่ากฎหมายนี้ใช้เป็นอาวุธทางการเมืองก็ว่าได้

แต่เหยื่อของ การใช้กฎหมายนี้เป็นใคร ส่วนมากเราไม่รู้ ความจริงแล้วไม่มีใครมีข้อมูลการฟ้องคดีนี้มากเท่าไร ซึ่งเราก็จะรู้แค่ 3-4 คดี เช่น ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล, บุญยืน ประเสริฐยิ่ง, สุวิชา ท่าค้อ, แฮรี่ นิโคไลดส์ ชาวออสเตรเลีย ฯลฯ ปีที่ผ่านมามี 164 คดี ไปถึงศาลชั้นต้นแล้วก็ลงอาญา 82 คดี เรามีข้อมูลไม่กี่คดี และช่วงหลังมานี้สำนักงานอัยการไม่ได้รวบรวมสถิติคดีนี้ในรายงานประจำปีของ เขา เดิมทีเขารวมสถิติได้เป็นประโยชน์มาก ซึ่งต่อมาผมก็ต้องใช้สถิติของสำนักงานศาลยุติธรรมแต่ก็ขาดรายละเอียด บางอย่าง

- ทำไมเลือกศึกษาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ผม ไม่ได้สนใจกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างเดียว แต่สนใจกฎหมายที่ใช้หลักการเรื่องหมิ่นประมาท คือเริ่มต้นจากผมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ผมก็พยายามศึกษาความเป็นไทย...หลังจากนั้นก็ดูเรื่องมุมมองความมั่นคง เช่น สถานะผู้หญิง เด็ก ทุกอย่างก็เกี่ยวกับความมั่นคง ศึกษาต่อมาก็ดูกฎหมายหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ก็ดูคำพิพากษาตั้งแต่เรื่องกบฏภายใน เรื่องดูหมิ่นสถานทูตที่เป็นมิตรกับไทย และจึงเริ่มดูกฎหมายที่ใช้หลักการหมิ่นประมาท

- พบว่ามีการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในสถานการณ์การเมืองที่ แตกต่างกันอย่างไร

ตอน ที่ผมเขียนวิทยานิพนธ์ พบว่าหลังจากรัฐธรรมนูญ 2540 บางปีไม่มีคดีเลย หรืออาจจะ 5 คดีต่อปี แต่ช่วงปี 2548 ก็มีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เริ่มมีการฟ้องกันเรื่อง หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ... โดยมีการฟ้องร้องกันเต็มที่ภายในไม่กี่เดือน เทียบกันไม่ได้กับในอดีต ก่อนปี 2548 ผมยังเขียนเน้นเกี่ยวกับเรื่องหมิ่นประมาทธรรมดา แต่ปี 2548 มีการแจ้งความฟ้องร้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากขึ้นไม่หาย

- สาเหตุที่ในตอนแรกศึกษาคดีหมิ่นประมาทธรรมดาเพราะอะไร

สนใจ กฎหมายที่ใช้หลักการเรื่องหมิ่น และตอนนั้นทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้ข้อหาหมิ่นประมาท ฟ้องร้องคนอื่นเป็นร้อยล้านบาท ในช่วงนั้นทุกคนก็พูดถึงกฎหมายหมิ่นประมาท ซึ่งกระทบต่อสื่อมวลชนและตอนนั้นก็มี คดีของสุภิญญา กลางณรงค์

- จากการศึกษาพบว่าทักษิณใช้กฎหมายหมิ่นจัดการกับฝ่ายที่วิจารณ์ตัวเขาอย่างไร

ร้าย แรงมาก มีการใช้คดีแบบนี้เยอะมาก อาจจะมีถึง 100 คดีกับสนธิ ลิ้มทองกุล ก่อนหน้านี้มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่ใช้กฎหมายนี้เก่งจนดูเหมือนเขาอาจจะขึ้นศาลทุก ๆ 2 วัน เพราะฟ้องทั่วประเทศ แต่สู้ทักษิณไม่ได้ เพราะทักษิณใช้กฎหมายนี้เก่งกว่า

- เป็นธรรมชาติของนักการเมืองทั่วโลกหรือไม่ ที่ใช้กฎหมายหมิ่นประมาทจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

ถ้า กฎหมายอำนวยให้ เขาก็คงจะใช้ หรือถ้าอัยการและศาลเห็นด้วยในการดำเนินคดี เขาก็คงยิ่งได้อำนาจในการป้องกันตัวเองจากศัตรู โดยทั่วไปการยิ่งใช้กฎหมายหมิ่นประมาท ก็ยิ่งปิดพื้นที่สาธารณะหรือทำให้มันเล็กลง มันก็มี แนวโน้มที่ไม่ไปในทางประชาธิปไตยมากเท่าไร ซึ่งถ้าที่ไหนมีกฎหมายอำนวยให้...คนที่มีอำนาจก็จะใช้กฎหมายนั้นอยู่ดี

- การที่ใครไปแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ได้ เป็นปัญหาที่มีทางแก้ไขอย่างไรบ้าง

มี หลายอย่างที่อาจจะช่วยให้คนมีจิตสำนึกมากขึ้นในการใช้กฎหมายนี้ ซึ่งของฝ่ายรัฐบาลเวทีสัมมนากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ มีบางคนก็เสนอว่าใคร แจ้งเท็จก็ถูกฟ้องได้ อาจจะถูกจำคุก 5 ปี แต่ผมคิดว่าอาจจะเป็นการขยายปัญหา เพราะที่จริงแล้วอะไรที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว และถ้าจะฟ้องคนที่กล่าวหาก็ยิ่งมั่ว เพราะในที่สุดก็เป็นเรื่องเจตนาซึ่งเป็นสิ่งที่วัดยาก

- ทางออกในการแก้ปัญหา

ถ้อย คำที่ใช้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นถ้อยคำตามกฎหมายธรรมดา ที่แต่ละประเทศที่ปกครองแบบนี้ก็อาจจะใช้ได้ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่มาตรา 112 แต่ปัญหาอยู่ที่อาจจะต้องมีข้อยกเว้นหรือไกด์ไลน์เพื่อที่จะทำให้ศาลนิยาม ความผิด ที่ชัดเจนมากขึ้น ควรจะมีการศึกษาว่า อะไรคือหมิ่นฯ เพราะอะไร ? อะไรไม่เป็นหมิ่นฯ เพราะอะไร ? จะเป็นประโยชน์ ต่อสังคมมาก

- ในฐานะที่อาจารย์ลงพื้นที่ศึกษาแบบมานุษยวิทยา พบว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากลั่นแกล้งกัน ในสังคมไทยสามารถ ใช้ได้ผล

ในความคิดเห็นของผม คิดว่าใน 100 ปีที่ผ่านมามีการพยายามสร้างโมเดลชาตินิยมชนิดหนึ่งที่ปฏิเสธความแตกต่างทาง ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา ชนชั้น หลาย ๆ อย่างโดยพยายามทำให้มันหายไป และก็ที่จริงแล้วช่วงที่อาจจะเข้มแข็งที่สุดก็คือตอนช่วงต่อต้านคอมมิวนิสต์ ให้เป็นศัตรูสุดยอดสมบูรณ์แบบ เป็นผู้ดูเหมือนปฏิเสธความเป็นไทย ดูเหมือนช่วงนั้นก็มีคำถามว่าความเป็นไทยคืออะไร เราเป็นใคร เราน่าจะมีการปกครองแบบไหน ดูเหมือนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยรัฐธรรมนูญ 2540 ยอมรับความแตกต่างมากขึ้น

แต่หลังจากรัฐประหาร 2549 นั้น ดูเหมือนมีความพยายามเอาโมเดลชาตินิยมแบบนี้ขึ้นมาใหม่ แล้วบังคับให้ทุกคนอยู่ในนั้น แต่มีศัตรูแบบใหม่ คือ ผู้ไม่มีความจงรักภักดีกับสถาบันสูงสุด ผมว่าเป็นโชคร้ายมาก หรือเป็นสิ่งที่แย่มากที่เป็นแบบนี้ แบ่งแยกว่ามีผู้จงรักภักดีและไม่จงรักภักดี หรือบอกว่ามีคนรักชาติและไม่รักชาติ ทั้งที่คนซึ่งถูกหาว่าไม่รักชาติ เขาอาจจะรักชาติอีกแบบหนึ่งก็ได้ การกล่าวหากันนั้นได้ผลระยะสั้น แต่ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยยังไม่เผชิญหน้ากับการชำระประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 17 ที่พยายามควบคุมสื่อมวลชน หรือช่วงตุลา 2516 ตุลา 2519 พฤษภาทมิฬ 2535 และเมษา พฤษภา ในปีนี้ก็ดูเหมือนแนวโน้มยังไม่ถึง (การชำระประวัติศาสตร์) ใช่ไหม ผมยังไม่เห็นเหตุการณ์ที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะเผชิญหน้ายอมรับกับความจริง เพราะกลัวเจ็บ

- อาจารย์เชื่อว่าแผนปรองดองจะได้ผลไหม

ผมทำวิจัยอยู่อีสาน มีคนน้อยมากที่ผมเจอที่คิดว่าแผนปรองดองมีความหมาย

- บรรยากาศในชนบทเป็นอย่างไร

เปลี่ยน ไปเยอะ แต่ยังไงก็มีฐานบางอย่างอยู่ที่นั่น อย่างเช่นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมามีคนอีสานตายเยอะ จนคนอีสานหลายคนแทบไม่เชื่อว่าคนกรุงเทพฯรับได้ที่มีคนตายเยอะ แทบไม่เชื่อว่าเขาทนได้ยังไง แล้วหลังจากมีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ คนกรุงเทพฯก็ให้คุณค่ากับอันนั้น (เซ็นทรัลเวิลด์) เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ได้มองชีวิตคนว่าเป็นมนุษย์เท่ากัน...เขาก็เจ็บ

- ถ้าคิดแทนคนกรุงเทพฯ เขาก็รับไม่ได้ที่คนเสื้อแดงมาเผาบ้านเผาเมือง

คน อีสานก็จะตอบว่า ต้องดูหลักฐานก่อนว่าใครเผา มันจะมีเกมการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ เขายังมีความสงสัย ซึ่งผมก็ไม่มีข้อมูล แต่การเผาเป็นสิ่งดีไหม ก็ไม่ดีเพราะคนเสื้อแดงส่วนมากไม่มีใครเห็นด้วย

- อารมณ์คนกรุงเทพฯที่รับไม่ได้กับเสื้อแดง

ปัญหา คือใครมีสิทธิจะบอกว่าเป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯก็น่าจะเป็นของคนไทยทุกคน แต่คนที่สีลมในช่วงนั้นบอกให้คนชนบทออกไป คำถามคือคนชนบทเขาไม่มีสิทธิอยู่ที่นี่เหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องกระจายอำนาจหน่อย เพราะถ้าไม่กระจายอำนาจ...ทุกคนก็จะมาหางานที่กรุงเทพฯอยู่ดี ถ้าไม่มีคนชนบทในกรุงเทพฯแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ของคนกรุงเทพฯก็จะหายไป ก็ลองดู ก็จะไม่มีร้านอาหารไม่มีอะไร ลองดูว่าคนกรุงเทพฯจะยังสบายใจไหม

- มองการเคลื่อนไหวเสื้อแดงอย่างไร

ยัง ไม่มีใครพูดได้อย่างมั่นใจว่ากระบวนเสื้อแดงว่ามันคืออะไรกันแน่ มันเป็นของพรรคเพื่อไทยเหรอ ? มันเป็นของทักษิณ เหรอ ? หรือมีเอกลักษณ์ของมันเอง ? ที่จริงแล้วใครควบคุมเสื้อแดงตอนนี้ได้ ? ตอนแรกก็รู้สึกว่าเชื่อมกับทักษิณ กับพรรคเพื่อไทย แต่ตอนหลังเริ่มไม่แน่ใจเพราะคุมกันไม่ได้และไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน...อาจ จะต้องมีเหตุการณ์อะไรสักอย่าง แต่ดีที่คุณอภิสิทธิ์มีเหตุผลที่บอกว่า ถ้าห้ามแต่เสื้อแดงก็จะเป็นการสร้างความแตกแยกเสียเอง...

>>> ที่มาประชาชาติ

“We know who..” said Red Shirts

Six months on bloody crackdown in Bangkok Thailand, embolden red shirts brewing new slogans

Lee Yu Kyung in Bangkok

Mr. Sombat Boonngamanong (42) is a man of sunny and smile, wearing a ‘red shirt’. After the April-May crackdown on Red Shirts at Ratchprasong in central Bangkok, which killed more than 90 – mostly civilians -, Red Shirts shortly ‘disappeared’ in public eyes while developing their outrage even further but silently. It didn’t take long time for Red Shirts to renew their campaign in public, to which Mr.Sombat has significantly attributed encouraging silenced anger onto the rather fun and festive-like street performance.

Mr. Sombat Boonngamangong (left), the leader of Red Sunday Group and also long time activist, has renewed Red Shirts campaign in public, such as aerobic or dead bodies performance (Photo @ Lee Yu Kyung)

Mr.Sombat Boonnagamanong, Red Shirts activist (Photo @ Lee Yu Kyung)

“I went to Ratchaprasong to tie red ribbons with the street board of ‘Ratchaprasong’ a month after the crackdown. I suggested other Red Shirts to do the same thing” said Mr.Sombat. “Police arrested me to detain for two weeks. So the renewing activities have become news” he added. The long time NGO activist, after released, has been organizing more activities such as red aerobic and dead bodies performance in symbolic venues.

His audacious initiative has attracted more numbers and attentions, which eventually have been led to twice of mass demonstrations at Ratchaprasong within six months.

On November 19, two month after the rally to mark four month on the crackdown as well as fourth anniversary of the 2006 military coup on September 19, tens of thousands Red Shirts turned out in central Bangkok again to mark, this time, six months on the crackdown. Defying the emergency decree, which rights group called for the Thai government to lift, Red Shirts have shown off their evident return en mass. Candle light vigil to remeber their fallen fellows on one hand, singing, dancing and chanting for hours, such as “Ti Ni Mi Khon Tai”, which means “People died here”, were heard on the other.

Tens of thousands Red Shirts remember their fellows and family who got killed six months ago. (Photo @ Lee Yu Kyung)

Red Shirts protesters return to the street with new slogans. (Photo @ Lee Yu Kyung)

Tens of thousands Red Shirts remember their fellows who got killed six months ago. (Photo @ Lee Yu Kyung)

However, there was something new slogan chanted by surprise, as the rally was closing down. That was “Ai-Hia Sung Kha, E-Ha Sung Ying”, which means, “Bastard ordered the killing, Bastard ordered to fire”. The similar slogans were heard on September 19 as well, according to the Nation report.

“We chant this, because…” said one red shirt “…we want to show that we know who ordered to kill and fire.” But she didn’t specify who they meant.

Besides, there have been reports about graffiti which can be interpreted as violating the country’s harsh Lese Majeste Law. This phenomenon, never was imaginable six plus months ago.

The Red Shirts have now tried to push the limit.

Red Shirts protesters return to the street with new slogans. (Photo @ Lee Yu Kyung)

Red Shirts protesters returned to the street with new slogans. (Photo @ Lee Yu Kyung)

The returned Red Shirts said to be organizing in small sized different groups without centralized leadership, which is, according to one activist who doesn’t want to be named, “a better way to continue” their movement.

“When there were core leaders at center, the authority could easily target the leaders to weak our movement” he argued.

It remains to be seen where the returned red shirts would be heading for without a core leadership-structure. But sure thing is so far that Red Shirts look resilient.

“Not only Thaksin, but also leaders, whom Red Shirts are now beyond. People have been empowering themselves more and more” said the activist Sombat. “Our goal is to change a mind-set of Thai society, where you have ‘owners’ or ‘superior’ of this country, while grass roots are treated as like ‘visitors’ or ‘inferior’ citizens” he explained.

Meanwhile there was an order from the army chief General Prayut Chan-O-Cha, ahead of the demonstration on November 19, who warned that emergency laws prohibited carrying items like clothes, sandals or photographs deemed to ‘incite disunity’. Colonel Sansern Kaewkumnerd, the spokesperson for Center for the Resolution of Emergency Situation (or CRES) has reportedly said “It is police who will decide what might be inciting disunity”, indicating the spokesperson himself has little idea about criteria. Nontheless, severe penalties up to two years in jail or a maximum fine of 40,000 baht – or both- were set for violators of the ban. A few flip-flops vendors have been reportedly arrested for selling shoes bearing Prime Minister’s face in recent months.

One of the reactions to this measure was from the establishment-friendly Bangkok Post. The Post wrote an editorial entitled “Democracies don’t ban items of free expression” on November 21,

“By what authority does the military, in this case through the CRES, has the power to arbitrarily decide what is lawful and what is not and set penalties?”

The Prime Minister Abhisit Vejajiva has reportedly expressed his displeasure of this order as well.

Red Shirts return to the street of Bangkok with new slogans, among which is "Ai ha Sung Kha" expressing that they knew who ordered to kill (Photo @ Lee Yu Kyung)

Red Shirts return to the street of Bangkok with new slogans, among which is "Ai ha Sung Kha" expressing that they knew who ordered to kill (Photo @ Lee Yu Kyung)

Truly speaking, the Kingdom of Thailand has been largely controlled by the military dominated CRES, which can be above the administration led by Oxford-educated Prime Minister in civilian cloth. Interestingly, on November 22, the deputy Prime Minister Suthep Taungsuban has reportedly said “The CRES is not trying to take power or staging a coup when it imposes special laws. It only wants to keep the situation orderly”

Such measures to maintain ‘the situation in order’, however, may brew up many more new slogans in Red shirts, who have been now recovering, returning and radicalized. The April-May crackdown and developments onwards have proved it.

Red Shirts at Ratchaprasong on November 19, 2010 (Photo @ Lee Yu Kyung)

Security forces at Red Shirts demonstration in Ratchprasong area on November 19, 2010 (Photo @ Lee Yu Kyung)

Red Shirts at Ratchaprasong on November 19, 2010 (Photo @ Lee Yu Kyung)

update>

According to the Nation’s latest breaking news on November 26,

“the Center for Resolution of Emergency Situation (CRES) Friday agreed to lift ban of political sarcastic items created by protesters to insult elite as the spokesman Colonel Sansern Kaewkamnerd said the centre found nobody violated the regulation”

I wonder what regulation the Colonel talked about…? Was there any particular regulation for these items? If the regulation refer to any article of any law, then it should be the court, not the colonel, who judge whether one violated or not.

“To change a mind-set of Thai society is our goal”

-Interview : Mr.Sombat Boonngamanong, Red Sunday Group-

Lee Yu Kyung

Khun Sombat (42), the long time NGO activist has been of great help to recover red activity in public. He has often travelled to Issarn – the country’s north east – where many Red Shirts are originated from, to promote red activity in peaceful. Recently I’ve talked with him at Red Sunday Group office. Excerpts.

===================================================

Q. It seems Red Shirts are gradually recovering. There were tens of thousands people gathering at Ratchprasong on November 19 to mark 6 month since the May crackdown. What has been developed in Red Shirts movement for the past 6 months after the bloody crackdown?

A. Let me explain an evolution that I’ve involved in. Since the crackdown, I’ve started to use Facebook, on which I launched Sunday campaign. First I have suggested red supporters one logo, in which “I am a red” was written, for their profile picture of Facebook. Many changed their pictures on Sunday. So it worked out.

Second, I invited five friends to café having political discussion, and encouraged them to make the same meeting composed of five others wearing red shirts. The campaign of ‘Five Reds at Café’ has been spread out to produce many red shirts gathering for a discussion with their fellows. One day, we went to BigC at Ladprao (the north east district in Bangkok) to have 100 people.

Another activity was conducted one month after the crackdown. I went to Ratchaprasong to tie red ribbons with the street sign of “Ratchaprasong”. I suggested other Red Shirts to do the same thing, “When you go to Ratchprasong, please you tie a red ribbon”. But police arrested me. I was in police custody for two weeks.

But my story came to public. My comrades in NGO field published open letters in a protest. Many people talked about me. So the renewing activities have become news. When I was released, I tried to do it again.

These are all public activities in simple, soft but creative. Not aggressive. Then people would feel that it’s possible to re-new red activity.

To be honest, people got afraid seeing their fellows, friends and family were gun down. But they seemed to be encouraged when they saw my activity. “Ok, Khun Sombat is doing this, why shouldn’t I” they might have thought. (laugh)

Q. Have you noticed radicalization among Red Shirts more than before in the last six months?

A. I can’t comment on that. I don’t agree with every single measure or slogan. I only can say that I support the spirits of Red Shirts movement.

Q. What are the spirits?

A. First, they are conscientiously fighting against suppressor. Second, it’s about democracy. Democratization in Thailand is unstable but in process. You see, the authority in democratic county should have not used ‘sniper’ and ‘gun’ to control mass rally. It was not the way of control the mass at all, but of killing.

Q. Then what is your observation about democracy in Thailand at current stage?

A. It’s not like we have no democracy at all, but we have no democracy (laugh). The middle class who have power and freedom might have felt they are the owner of the country and there’s democracy. But the reality with which the poor face would be different. This is why middle class couldn’t understand why Red Shirts from provinces came to Bangkok to rally. So they told Red Shirt ‘go home’ or ‘go farming’. There are two different faces of democracy in Thailand.

Q. Where would you say is Khun Thaksin’s status in current and future Red Shirts movement?

A. Many Red Shirts love him. True. But Thaksin is not a goal. The goal is to achieve democracy. Thaksin’s power has been decreasing among Red Shirts. Not only Thaksin, but also leadership is being beyond by Red Shirts now. People have been empowering themselves.

But problem is, in my opinion, while there are some activities and new leaders trying to build up in Bangkok, there’s not much activity in rural area, which is a base of many Red Shirts. I try to encourage people up there ideas setting up themselves.

Q. Your group is one of many Red Shirts. How often do you correspond with other groups?

A, Not much though, we do have. When we need to join forces for certain activity, we exchange email and phone. One example was the ‘Red around the World’ rally on September 19 on the occasion of 4th anniversary of 2006 coup and also 4 months since the crackdown.

My idea is to promote small but many groups. And we would keep our network between groups to finally build up Red Shirts movement in huge once again. There is supposed to be a decentralized leadership than centralized one.

Q. What about Khun Jatuporn Prompen, one of the core leaders, who has not been arrested? What sort of communication you have had with him?

A. I believe Jatuporn is also happy with our idea (of decentralized leadership). There is no dispute regarding this. We have known each other more than 20 years. Last week, for about one hour, I discussed with him on the red campaign, but not that much communication in general.

Q. What is your next plan?

A. We plan a workshop named “Democracy School” from next year.

Q. What would say is a goal of your campaign?

A. Democracy.

Q. Could you be more specific? You wana change regime? Or you wana change system?

A. The goal of our group’s campaign is to change a mind-set in Thai society, where you have ‘owners’ or ‘superior’ of this country, while grass roots are treated as like ‘visitors’ or ‘inferior’ citizens. Every individual is equal. Again, we want to empower ourselves.


source: http://penseur21.wordpress.com/2010/11/26/we-know-who-said-red-shirts/